“อ.จรัญ” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ ถ้าพิสูจน์ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าบัตรเลือกตั้งเลือกใคร ส่อขัด รธน. อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือเลือกตั้งโมฆะ ย้ำ ลงคะแนนต้องลับ การนับต้องเปิดเผย
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในรายการคมชัดลึกตอนหนึ่งถึงกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าทำให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง เช็กได้ว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งคือใคร ไม่ลับ ผลจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และใช้บังคับไม่ได้ ผลจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เสียหายแก่ประเทศชาติหนึ่ง
แต่หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการใช้ข้อมูลนี้ย้อนหลังไปตรวจสอบว่าใครลงคะแนนเลือกใคร เป็นจำนวนทั้งหมดกี่รายขึ้นมา ถ้าตรวจสอบไม่ได้อย่างนั้น แต่พยานหลักฐานเกิดปรากฏว่าไม่มีการเช็กย้อนหลัง เปิดเผยการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิคนใด ยกเว้นแต่เคสที่มีการร้องเรียนว่า กล่าวหาว่า ใช้บัตรผี ไพ่ไฟ หรือบัตรเขย่ง หรือใช้บัตรเลือกตั้งปลอมที่ทำคิวอาร์โค้ดซ้ำๆ ถ้าพิสูจน์ว่าเช็กย้อนหลังไม่ได้ แต่ทำไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังกรณีที่มีไพ่ไฟบัตรที่เอาใส่ในหีบต่างๆ ใช้บาร์โค้ดนี้เพื่อตรวจสอบเท่านั้น และจะตรวจสอบบัตรที่เกินมาได้เพื่อตอบปัญหาหรือข้อพิพาทของการร้องเรียนว่ามีการโกง มีความไม่ทุจริต ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้แค่นี้ ยังลับอยู่ ไม่ได้เป็นการเสียหรือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
“เพราะฉะนั้นยังตอบขณะนี้ไม่ได้ว่า ลับ หรือไม่ลับ แต่ถ้าไม่ลับการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ก็ต้องเลือกใหม่”
ส่วนคำถาม คำว่าต้องพิสูจน์ย้อนหลังได้จริงเพียงทฤษฎีเพียงพอหรือไม่ หรือต้องมีคนไปปฏิบัติให้เห็นจึงจะรู้ว่าลับหรือไม่ลับ ศ.พิเศษ จรัญ ตอบว่า ถ้าทฤษฎีพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางวิทยาศาสตร์ ออกมาแล้วว่ามันเช็กย้อนหลังไปได้จำนวนเกือบทุกบัตร ถ้าอย่างนี้มีโอกาสที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว แม้ว่ายังไม่ได้มีการเช็กย้อนหลัง เอาทฤษฎีแค่นี้ก็อันตรายแล้ว ยิ่งถ้ามีตัวอย่างว่า เขาถูกข่มขู่จากคนจ่ายเงินว่าคุณเลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ามีเรื่องนี้เข้าไปเสริมแค่ 1-2 เคส ตนว่าไม่ลับ แต่เวลานี้กรณีที่จะเกิดขึ้นจริงยังไม่มีแม้แต่เคสเดียว จึงต้องมาสู้กันที่ทฤษฎี เอาหลักวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นสูงมาสู้กัน
...
“อย่าใช้ความเชื่อของเราฝ่ายใดก็ตาม หรืออารมณ์ของประชาชน พร้อมมองว่าประชาชนถูกบิวด์อารมณ์มาตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งหลายเดือน แล้วเขาก็แข่งขัน เขารักของเขาถ้ามีวี่แววว่ามันไม่สุจริต มันไม่ลับ อย่างนี้เขาก็ถูกโกงสิ แล้วเขาก็อันตรายด้วย โอกาสที่จะเกิดเรื่องใหญ่มากกว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะคือมันจะเกิดม็อบชนม็อบ โดยไม่ต้องมีใครปั่นเลยนะ แต่ยิ่งถ้ามีใครทำไอโอปั่นกระแสเข้ามาด้วย ยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่เลย แล้วนี่คืออันตรายที่สุดว่า มันจะเท่ากับออกบัตรเชิญให้เกิดการปฏิบัติรัฐประหาร ถ้ามันถึงจุดที่สุกงอม มองเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องช่วยกันยับยั้งในเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ประเด็นเรื่องนี้มันพิสูจน์กันได้แน่ๆ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้จริง รู้เท็จ ขออย่างเดียวอย่าปลุกระดมมวลชนขึ้นมาลงถนน หรือลงว่าลงในโลกโซเชียล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น เพราะถ้าเราปลุกคนฝ่ายเรา ฝ่ายตรงข้ามเขาก็ต้องปลุกคนของเขา หรือไม่ปลุกประชาชนเขาก็พร้อมอยู่แล้ว อันตรายมาก ประเทศกำลังจะเดินหน้า”
ศ.พิเศษ จรัญ ย้ำว่าที่แน่ๆ ถ้าพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าตรวจสอบย้อนหลังไปได้ทุกบัตรเลยเนี่ยนะ ไม่ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะอย่างไร โอกาสที่จะถูกวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว แต่ทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% เพราะยังไม่เคยมีบรรทัดฐานแบบนี้มาก่อน ไม่เหมือนเมื่อปี พ.ศ. 2549 ขณะนั้นชัดเจนและมีกรณีเกิดขึ้นจริงว่าไม่ลับตั้งแต่ตอนลงคะแนน ไม่ใช่ตอนตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งหัวใจคือ “ลงคะแนนลับ นับเปิดเผย” ฉะนั้นการเก็บหลักฐานไว้เพื่อพิสูจน์ย้อนหลังต้องทำ
เมื่อถามต่อตีความคำว่า “ลับ” อย่างไร อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ความหมายจริงๆ คือลงคะแนนลับ ตอนลงคะแนนสำคัญที่สุด เมื่อลงคะแนนเสร็จเวลานับต้องเปิดเผย อย่าไปปิดไปบัง ถ้านับคะแนนไม่เปิดเผยเดือดร้อนอีก ซึ่งมีบางหน่วยเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ถูกกล่าวหาร้องเรียน ฟ้องร้องก็มี ว่านับคะแนนไม่โปร่งใส อย่างนี้ต้องเช็กบิลกับเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ใช่เกิดจากระบบ ก็ว่ากันไปเป็น ถ้าเจ้าหน้าที่ทำผิดก็มาตรา 157 ติดคุกเป็น 5 ปี 10 ปีได้เลย เรื่องใหญ่ของประเทศ แต่ไม่ใช่เอาไปเป็นเหตุล้มการเลือกตั้งทั้งหมด
ผู้ดำเนินรายการถามอีกว่า สมมติหากในท้ายที่สุดศาลชี้ว่าเลือกตั้งโมฆะ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร กกต.ชุดเดิมจะยังทำงานได้หรือไม่ ต้องติดคุกติดตารางหรือไม่ ศ.พิเศษ จรัญ เผยว่า ผลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 5 เมื่อไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เสมือนต้องโมฆะ ถ้าเราจะพูดภาษาที่เข้าใจก็ใช้ไม่ได้ เมื่อใช้ไม่ได้ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ปัญหาต่อมาคือใครจะต้องรับผิดชอบ 7,000-8,000 ล้านบาทที่เสียไป ประชาชนต้องหยุดงาน เสียเวลาไปเลือกตั้งอีก 20-30 ล้านคน
“คนที่รับผิดชอบคือใคร มันก็ต้องไปที่ กกต. ถูกไหม กกต. จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไร และความรับผิดชอบมันมีมูลที่จะไปเป็นอาญา ทั้งอาญา ทั้งความรับผิดทางแพ่ง และจะอยู่จัดการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งไม่ได้เพราะคนไม่ไว้ใจ อันตรายนะเพราะว่าเรื่องนี้ กกต. ต้องออกมาแถลงตั้งแต่ต้นเลย อย่าให้มันบานปลาย แถลงด้วยทั้ง 7 ท่าน แล้วก็เอาหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์อะไรของท่านมาแสดง แล้วประชาชนก็จะค่อยคลายความสงสัย เว้นแต่ถ้าคนกลุ่มหนึ่งเขายังไม่เชื่อ เขาก็ไปฟ้องศาล ก็ว่ากันไป เรื่องนี้มันบานปลายเพราะคำชี้แจงไม่หนักแน่น ก็จะไปโทษฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้นะ”