ในที่สุดพรรคภูมิใจไทยที่มีฐานที่มั่นใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ก็เลือกที่จะฟังเสียงสะท้อนจากทั้งภายในและภาคธุรกิจเอกชนที่เรียกร้องเสถียรภาพ โดยตัดสินใจไม่รับพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้
ทั้งนี้เพื่อหวังให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระ 4 ปี โดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงอยู่ 22 เสียง ก็ต้องพลาดขบวนไปเนื่องจากเงื่อนไขที่ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องดำรงตำแหน่งประธานสภาราษฎรเท่านั้น ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยเองก็มีตัวเลือกที่เหมาะสมในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว ทำให้สูตรการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ลงตัวที่ 295 เสียง จากทั้งหมด 14 พรรคการเมือง โดยมีแกนนำหลักคือพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง ประสานมือกับพรรคเพื่อไทย 74 เสียง รวมเป็น 267 เสียง เสริมด้วยกลุ่มพรรคร่วมอย่างไทรวมพลัง ประชาชาติ พลังประชารัฐ เศรษฐกิจไทย ไทยสร้างไทย และพรรคเล็กพรรคละหนึ่งเสียงอีก 7 พรรค ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากที่ค่อนข้างมั่นคงในสภา
สำหรับขั้นตอนการก้าวเข้าสู่อำนาจนั้น ตามแผนงานจะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ก่อนที่เดือนเมษายนจะเป็นช่วงเวลาของการรายงานตัว สส. และเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
จากนั้นในเดือนพฤษภาคมจะเป็นวาระสำคัญในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง ครม. การถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในเดือนมิถุนายน
สัญญาณบวกจากการจับมือกันระหว่างขั้วน้ำเงินและแดงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่ยังส่งผลรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 7 วันที่ผ่านมาพุ่งทะยานขึ้นทำสถิติปิด ณ วันตรุษจีนที่ระดับ 1,459.68 จุด หรือเพิ่มขึ้นกว่า 105 จุด จนเป็นที่มาของฉายาใหม่ของนายกฯ ว่า “หนู +100 จุด” สอดรับกับความพยายามของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑประภาส รมว.คลัง ที่ตั้งเป้าผลักดัน GDP ปีนี้ให้เติบโตถึง 3 เปอร์เซ็นต์ หลังจากเห็นสัญญาณบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายที่เติบโตเกินคาด
...
อย่างไรก็ตาม บทพิสูจน์ที่แท้จริงของรัฐบาลชุดใหม่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้จริงควบคู่ไปกับการบริหารราชการแผ่นดินที่สุจริตและโปร่งใสตามที่สังคมคาดหวัง