สสส. เปิดอาชีพใหม่คนพิการ “นักรับฟัง” ปั้นโมเดล Mind First Aid สร้างงาน - ดูแลสุขภาพใจคนทำงาน หลังพบวัยทำงานกว่า 40% มีความเครียดสูงจากปัญหาเศรษฐกิจ รูปแบบงานที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ Club Siam Glowfish สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) และบริษัท ยัง กู๊ด กัฟเวอร์แนนซ์ จัดแถลงข่าวโครงการ “Mind First Aid” หรือปฐมพยาบาลใจโดยคนพิการ เปิดตัวอาชีพใหม่ “นักรับฟังพลังพิเศษ” สร้างโอกาสจ้างงานคนพิการ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงาน
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากผลสำรวจสุขภาพจิตพนักงานไทย ปี 2566 ของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนวัยทำงานกว่า 40% มีความเครียดในระดับสูง สาเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจ รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนทางธุรกิจ สสส. จึงสนับสนุนโครงการปฐมพยาบาลใจโดยคนพิการ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้สามารถเป็นผู้รับฟังและให้การช่วยเหลือด้านจิตใจเบื้องต้นได้
โครงการดังกล่าวพัฒนา 2 โมเดลสำคัญ ได้แก่ 1. หลักสูตรพัฒนานักปฐมพยาบาลทางใจ ใช้แนวคิด 4S ประกอบด้วย Self-care (ดูแลใจตนเอง), Support (เสริมพลังใจ), Sense (เข้าใจผู้อื่น) และ Summarize (ทบทวนใจ) ควบคู่การเรียนรู้แบบ 3O คือ Online, Onsite และ On the Job Training มีผู้ผ่านการอบรม 915 คน ในจำนวนนี้เป็นคนพิการ 210 คน และ 2. โมเดลจ้างงานคนพิการเป็น “นักรับฟังพลังพิเศษ” ผ่านแอปพลิเคชัน “สติ” โดยมีคนพิการได้รับการจ้างงาน 40 คน สร้างมูลค่าการจ้างงานในรอบ 12 เดือนกว่า 5.7 ล้านบาท
น.ส.เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ หัวหน้าโครงการฯ ระบุว่า คนพิการจำนวน 10 คน ได้ทดลองปฏิบัติงานรับสายให้คำปรึกษาพนักงานใน 2 องค์กร และบุคคลทั่วไป ผ่านแอปพลิเคชัน เป็นเวลา 4 เดือน รวม 1,587 สาย คิดเป็นระยะเวลารวมกว่า 29,000 นาที โดยมีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 4.66 จาก 5 คะแนน และช่วยลดความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองของผู้รับบริการได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีเป้าหมายขยายผลพัฒนานักรับฟังคนพิการให้ได้ 500 คนทั่วประเทศ
...
ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวนิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการศึกษาผลกระทบของการปฐมพยาบาลใจในบริบทองค์กร พบว่า ผู้รับบริการมีแรงจูงใจทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกในการเข้าถึงบริการ รู้สึกปลอดภัยในการพูดคุย และรับรู้ถึงพื้นที่แห่งการรับฟังที่ไม่ตัดสินตนเอง ขณะเดียวกัน องค์กรที่มีระบบสนับสนุนสุขภาพจิตอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงาน และเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการดูแลใจ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. พัฒนากระบวนการปฐมพยาบาลใจให้เป็นระบบต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพผู้ให้บริการ
2. เพิ่มการเข้าถึงบริการ โดยคำนึงถึงความสะดวก ความเป็นส่วนตัว และการสร้างความไว้วางใจ
3. บูรณาการการดูแลสุขภาพจิตเข้ากับนโยบายองค์กรอย่างชัดเจน
นายออมเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและโครงสร้างหลักสูตร “Mind First Aid” หรือการปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น มุ่งเสริมทักษะการรับฟังและการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในองค์กรอย่างเป็นระบบโดยหลักสูตรถูกออกแบบเป็น 4 หมวดสำคัญ เริ่มจาก
1) ระบบนิเวศทางจิตใจ (Support Ecosystem) ทำความเข้าใจสถานการณ์สุขภาพจิตในปัจจุบัน ความสำคัญของสุขภาพใจ และการรับมือกับความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ
2) การรับรู้และการเข้าใจ (Sense) พัฒนาทักษะพื้นฐานของผู้รับฟัง เช่น การสร้างสัมพันธภาพ การตั้งคำถาม การสะท้อนความรู้สึก การสรุปความ และการสังเกตบริบทโดยรอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
3) การสรุปและส่งต่ออย่างเหมาะสม (Summarize) เรียนรู้ขั้นตอนการปิดบทสนทนาอย่างมีประสิทธิภาพ (Landing & Terminate) และการส่งต่อข้อมูลเพื่อรับความช่วยเหลือที่เหมาะสม (Forwarding)
4) การดูแลใจตนเอง (Self-Care) เน้นบทบาทของผู้รับฟังในการดูแลตนเอง มีทัศนคติที่เหมาะสม และประยุกต์ใช้ทักษะการฟังโดยไม่กระทบต่อสุขภาวะของตนเอง
ด้าน ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การมีระบบดูแลสุขภาพจิตในองค์กรช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้บุคลากร ลดการวิพากษ์ตนเอง และเพิ่มความเมตตาต่อตนเอง โดยผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัยทางใจ
ส่วนมุมมองจากผู้รับฟังพลังพิเศษ นายถามวัต สุทธิพงศ์ ผู้พิการทางสายตา และมาเรียม มากาบู ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสองในผู้ผ่านการอบรม เปิดเผยว่า ก่อนเข้าร่วมหลักสูตร เขาไม่เคยตระหนักว่าตนเองมีความเครียดและความกังวลสะสม เพราะเชื่อมาตลอดว่าสามารถรับมือกับทุกปัญหาได้ กระทั่งถึงวันที่ไม่สามารถจัดการความรู้สึกของตนเองได้อีกต่อไป
“ผมคิดว่าตัวเองรับมือได้ทุกอย่าง แต่พอถึงจุดหนึ่งกลับไม่ไหว สิ่งที่เรียนมาไม่ได้แค่ใช้ฟังคนอื่น แต่มันช่วยผมด้วย ในวันที่ผมเองก็เป็นผู้ประสบภัย” นายถามวัตกล่าวและว่า
การเรียนรู้เรื่องการวางใจเป็นกลาง การรู้เท่าทันอารมณ์ และการนำหลักการที่ได้เรียนมาปรับใช้กับตนเอง ทำให้สามารถหยุดความคิดลบและกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง
ด้าน มาเรียม มากาบู อีกหนึ่งผู้ผ่านการอบรม กล่าวว่า สิ่งสำคัญของการเป็นผู้รับฟังที่ดีคือการมีความเห็นอกเห็นใจต่อตนเอง (Self-compassion) และการวางอารมณ์อย่างเหมาะสม เพราะหากใจของผู้รับฟังยังไม่มั่นคง ย่อมไม่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือได้
“เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ แค่เรียนรู้ใจตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ของเรา เมื่อเราเคยได้รับพื้นที่ปลอดภัย เราก็จะสามารถส่งต่อสิ่งนั้นให้คนอื่นได้” มาเรียมกล่าว
ทั้งสองยังสะท้อนถึงความท้าทายในการทำหน้าที่รับฟัง โดยเฉพาะกรณีที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อน เช่น คุณแม่หลังคลอดที่ขโมยนมผงจากซูเปอร์มาร์เก็ต หรือผู้ที่ตัดสินใจลาออกจากงานเงินเดือนสูงเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผู้รับฟังจำเป็นต้องวางใจเป็นกลาง ไม่ตัดสินถูกผิด และใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังภายใต้ขอบเขตและจรรยาบรรณที่กำหนด
พวกเขายอมรับว่า สัญชาตญาณของการช่วยเหลือมักผลักดันให้รีบให้คำแนะนำหรือหาทางออก แต่การปฐมพยาบาลใจสอนให้ “ฟังก่อน แนะนำเท่าที่เหมาะสม และส่งต่อเมื่อจำเป็น” เพื่อให้การสนทนาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่เปลี่ยนบทบาทคนพิการจาก “ผู้รับความช่วยเหลือ” สู่ “ผู้ให้การช่วยเหลือ” พร้อมเปิดเส้นทางอาชีพใหม่ในฐานะ “นักรับฟัง” ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยดูแลและฟื้นฟูสุขภาพใจของสังคมไทยในวงกว้างด้วย