“ทนายนรเศรษฐ์” ยัน คำสั่งให้ออกแบบและใช้บัตรเลือกตั้ง 2569 ของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ย้ำ เป็นไปตามแนวคำพิพากษาปี 2549


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ถึงสาเหตุที่ทำคดีเรื่องบัตรเลือกตั้งมาฟ้องกับศาลปกครองกลาง ว่า ประเด็นแรกคือเรื่องของบัตรเลือกตั้ง โดย กกต. จะต้องมีคำสั่งในการออกแบบ พิมพ์ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งในแต่ละครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 เช่นนี้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง โดยยึดบรรทัดฐานตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549

“คำสั่ง กกต. ที่ให้ออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด หรือ QR code ที่สามารถสืบย้อนหลังไปถึงต้นขั้วและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง หากศาลตัดสินให้คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำบัตรเลือกตั้งภายใต้คำสั่งที่ไม่ชอบกฎหมายดังกล่าวไปใช้เลือกตั้ง ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยผลที่ร้ายแรงที่สุดก็คือศาลอาจจะสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งเดิมที่ออกโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถสืบย้อนถึงต้นขั้วและผู้กาบัตรได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง”

...

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ศาลปกครองกลางมีอำนาจไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง โดยคาดว่าศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ แบบใดที่สามารถสืบไปถึงตัวต้นขั้วได้บ้าง หากศาลเห็นว่าควรไต่สวนเพิ่มเติม ทางเราก็เตรียมพยานบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไอทีมาเตรียมให้การในชั้นศาล แต่ถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอตามที่มีการยื่น ศาลก็อาจจะมีคำสั่งได้หลังจากนี้

“ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 วินิจฉัยไว้ว่า หากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นสามารถคาดเดาได้โดยง่ายว่าผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทเลือกผู้ใด ย่อมทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นความลับ เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยอย่างชัดแจ้งว่า เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงนั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยทั้ง 2 ศาลเมื่อปี 2549 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่จำเป็นที่ต้องปรากฏในข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดได้รู้หรือไม่รู้ถึงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่คาดเดาได้ว่าอาจจะล่วงรู้ถึงการลงคะแนนเสียง ก็ย่อมทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งที่เป็นความลับ และทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ”