เจ้าหน้าที่ กกต. โห่ใส่นักข่าว ถามปม บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ทำให้รู้ว่าใครเลือกใครใช่หรือไม่ “วรพงศ์” ยัน ข้อมูลไม่รั่วไหล แจงไม่ชัด กกต. วางรูปแบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง แต่บอกขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพิมพ์ ชี้ต้นขั้วบัตรกับตัวบัตร ไม่มีใครตรวจสอบได้
วันที่ 13 ก.พ. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีบัตร 3 ประเภท และต้องใช้โรงพิมพ์ถึง 3 แห่งเพื่อให้ทันกรอบเวลา จึงกำหนดมาตรการป้องกันและตรวจสอบแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและเทคนิคของแต่ละโรงพิมพ์ กรณีบัตรประชามติที่ไม่มี QR Code หรือบาร์โค้ด ยืนยันว่ามีระบบติดตาม (แท็กกิ้ง) เช่นกัน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ส่วนกรณีบัตรตัวอย่างที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ไม่มี บาร์โค้ด นายวรพงศ์ชี้แจงว่า บัตรตัวอย่างจัดทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบบัตรเท่านั้น ขณะที่ QR Code หรือบาร์โค้ดเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย จึงไม่สามารถบันทึกลงในบัตรตัวอย่างได้
ด้าน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการเก็บเอกสารเลือกตั้งต่างๆ ทั้งต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งรวมถึงบัญชีผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งได้มีการแยกเก็บไว้คนละที่ จึงเชื่อได้ว่าไม่สามารถที่จะระบุได้ว่ามาจากที่ใดและเป็นผู้ใดที่ลงคะแนนเสียงบัตรนั้นๆ ส่วนที่อาจมีข้อสังเกตว่า กปน. (เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง) อาจจะมีการดูเลขบัตรได้หรือไม่นั้น กระบวนการนับคะแนนดำเนินการต่อหน้าสาธารณชน มีผู้สังเกตการณ์และผู้แทนพรรคการเมืองร่วมตรวจสอบ มีการแยกบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกผู้ใด ก่อนจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ไม่สามารถนำบัตรแต่ละใบไปถ่ายหรือสแกนเพื่อระบุว่าใครลงคะแนนให้ผู้ใดได้ อีกทั้งการใช้สิทธิเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล กปน. ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าผู้ใดเลือกใคร
...
เมื่อถูกตั้งคำถามว่า หากสแกนบาร์โค้ดแล้วปรากฏเป็นเลข unique สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วและทำให้ทราบตัวผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ นายวรพงศ์ ชี้แจงว่า แม้สแกนแล้วจะปรากฏเป็นเลขที่บัตร แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่จะทราบผลการลงคะแนนของบุคคลใด เนื่องจากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น ตั้งแต่ขั้นตอนออกเสียง นับคะแนน ไปจนถึงการเก็บรักษาขั้นสุดท้ายในสถานที่ปลอดภัย และห้ามเปิดโดยมิชอบ
กรณีข้อสงสัยว่าอาจขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร อธิบายว่า “โดยลับ” หมายถึง การที่ผู้ใช้สิทธิเข้าไปลงคะแนนโดยไม่มีใครรู้ว่าลงคะแนนให้ผู้ใด ซึ่งกระบวนการปัจจุบันยังคงเป็นไปตามหลักดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ กกต. โห่ใส่นักข่าว ถามปม บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ทำให้รู้ว่าใครเลือกใครใช่หรือไม่
ผู้สื่อข่าวยังตั้งคำถามต่อถึงความเป็นไปได้ในการนำต้นขั้วบัตรมาเทียบกับบัตรลงคะแนนและ บาร์โค้ด เพื่อจับคู่ข้อมูล สามารถบอกได้ว่าคนนั้นเลือกใครได้ใช่หรือไม่ ขอแค่ตอบ Yes หรือ No นายวรพงศ์ระบุว่า การเก็บรักษาหีบบัตรและต้นขั้วเป็นการจัดเก็บรวมในระดับเขตเลือกตั้ง ซึ่งหนึ่งเขตมีประมาณ 250 หน่วย หรือบางจังหวัดอาจรวมกว่า 1,000 หน่วย ทำให้ยากต่อการสืบค้น อีกทั้งผู้ใดเปิดหีบบัตรโดยมิชอบถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
เมื่อถามย้ำว่าเป็นไปได้ยากเท่ากับเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ นายวรพงศ์ระบุว่า ถ้าคนจะทำเท่ากับมีเจตนาทุจริตแล้ว มีความผิดตามกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า ถ้าทำก็จะเจอจับคู่กันได้หรือไม่ ระหว่างการตั้งคำถามดังกล่าว มีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่บางส่วนโห่ร้องใส่สื่อมวลชน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ กกต. จะเข้าห้ามและสถานการณ์กลับสู่ปกติ
ยันบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดในโลกออนไลน์ ข้อมูลไม่รั่วไหล
ภายหลัง ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีตัวเลขหรือ บาร์โค้ด ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ จะทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือไม่ นายวรพงศ์ยืนยันว่า ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เนื่องจากเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่เชื่อมโยงถึงข้อมูลผู้มาใช้สิทธิแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดที่ใช้ในการติดตาม หรือตรวจสอบการทุจริต ทำไมถึงใช้วิธีการนี้หรือรูปแบบนี้ ในการตรวจสอบแล้วมีวิธีการอื่นหรือไม่ที่ใช้ในการตรวจสอบและติดตาม สำหรับบัตรลงคะแนนที่มีการเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แล้วมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดถูกเผยแพร่ออกไป ยังเป็นการลงคะแนนอย่างเป็นความลับอยู่หรือไม่ นายวรพงศ์ เผยว่าในการเลือกตั้ง ปี 2566 การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็มีการใช้คิวอาร์โค้ดเช่นกัน ซึ่งการติดตามและตรวจสอบการทุจริต ทาง กกต. มีวิธีอื่นอยู่แล้วแต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการพิมพ์ และวิธีการพิมพ์ของแต่ละโรงพิมพ์ เนื่องจากระยะเวลาในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีเวลาค่อนข้างจำกัด ซึ่งแต่ละโรงพิมพ์ก็จะมีความถนัดใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป แต่ให้ดูที่เงื่อนไขว่าสามารถตรวจสอบเรื่องของการทุจริตได้ ส่วนบัตรเลือกตั้งที่ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียนั้น แบ่งออกเป็นสองกรณี ในกรณีที่บัตรยังติดเล่มอยู่ที่อยู่ในหน่วย และกรณีที่สองเป็นบัตรที่ถูกเผยแพร่ในระหว่างการนับคะแนน การเผยแพร่นี้บุคคลที่เป็นเจ้าของบัตรไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่เองจึงไม่มีความผิด
ชี้ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพิมพ์ พิมพ์เลขบัตรและเลขเล่ม
เมื่อสอบถามว่าทางกกต. เป็นผู้ออกแบบให้กับทางโรงพิมพ์หรือไม่ แล้วในส่วนประชามติจะรั่วไหลด้วยหรือไม่ เนื่องจากไม่มีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ด นายวรพงศ์ บอกว่า แม้ในประชามติจะไม่มีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ด แต่มีมาตรการตรวจสอบการทุจริต แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ได้ ส่วนกรณีที่ต้องมีทั้งเลขบัตรและเลขเล่มนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละโรงพิมพ์ สำหรับบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดจะสแกนหรือใช้งานก็ต่อเมื่อ มีการนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ข้ามหน่วยหรือข้ามเขต ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ แต่จะตรวจสอบได้เพียงแค่บัตรนี้ถูกจัดสรรไปไว้ที่เขตไหน และอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นหรือไม่ หากพบว่าหมายเลขกับเขตไม่ตรงกัน ก็สังเกตได้ว่ามีความผิดปกติ แต่ที่ผ่านมายืนยันว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
ต้นขั้วบัตรกับตัวบัตร ไม่มีใครตรวจสอบได้
ส่วนกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้เขียนในคำร้องยื่นต่อกกต. ในวันนี้ว่าอยากให้มีการตรวจสอบขั้วบัตรว่าตรงกับรหัส ในบัตรเลือกตั้งหรือไม่ และในส่วนระบบรับที่ไม่มีใครรู้แต่ในส่วนของกกต. รู้ จะสุ่มเสี่ยงหรือไม่ หากมีคนไปร้องแล้วเป็นโมฆะ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร เผยว่า ต้นขั้วบัตรกับตัวบัตรแยกกันต่างหาก ไม่สามารถไปรีเช็คได้ว่าไปอยู่จุดไหน เพราะทั้งสองอย่างจัดเก็บรักษาไว้คนละที่ ยืนยันว่าจะไม่มีใครไปตรวจสอบได้ ยกเว้นว่าเกิดการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง