สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด สู่กระแสเรียกร้องเลือกตั้งใหม่ ล่าสุด กกต. ยันเป็นไปตามหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ”


จากประเด็นร้อนการเมืองไทย หลังคนตั้งข้อสังเกตบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถ Track ย้อนหลัง และอาจตรวจสอบไปถึงผู้มาใช้สิทธิ “ใครกาเบอร์อะไร” ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่

จุดเริ่มต้นดราม่าบัตรเลือกตั้ง

เรื่องราวเกิดจากผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายออกมาตั้งข้อสังเกต บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (บัตรสีเขียว) และแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) มีทั้งบาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด เมื่อสแกนแล้วพบว่าเป็นรหัสเฉพาะตัว จนคนกังวลว่าอาจจะใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า “ใครกาเบอร์อะไร” จนคนกังวลว่าอาจจะใช้ตรวจสอบได้ว่า “ใครกาเบอร์อะไร”

ในวันเดียวกัน กกต. ได้ชี้แจงว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด เนื่องจากเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย พร้อมอธิบายว่า เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปว่า เป็นบัตรลอตไหน ของหน่วยไหนไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคการเมืองไหน ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องร้อนแรงในโซเชียลข้ามคืน


จี้ กกต. ออกมาชี้แจง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ให้ความเห็นว่า กกต. อาจกำหนดรหัสเพื่อป้องกันการปลอมแปลงได้ แต่ต้องไม่ใช่เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง

ด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ได้ยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แค่จัดคูหาหันหน้า หันหลังผิด ก็ให้การเลือกตั้งปี 2549 เป็นโมฆะ

ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุถึงกรณีบาร์โค้ดว่า พิสูจน์ง่ายมาก ถ้าเป็นเลขเฉพาะที่เชื่อมไปถึงต้นขั้วของบัตรแต่ละใบได้ กกต. ก็ทำผิดกฎหมาย พร้อมกับย้ำว่า เรื่องนี้ กกต. อย่าเงียบ

...


แฮชแท็กร้อน “เลือกตั้งโมฆะ”

ต่อมาวันที่ 13 ก.พ. 69 “ทนายอั๋น” ได้ทำหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมลั่นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องโมฆะ จากประเด็นดังกล่าวนำมาสู่แฮชแท็กร้อน #เลือกตั้งโมฆะ หลายคนเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่


กกต. แจงปมร้อนอีกครั้ง ยันเป็นไปตามหลักการ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 ก.พ. 69 กกต. ได้แถลงชี้แจงอีกครั้ง ยืนยันการลงคะแนนเลือกตั้งเป็นไปตามหลักการ “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ซึ่งมีกฎหมายห้ามนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วออกจากหน่วยเลือกตั้ง และห้ามถ่ายภาพ

ดังนั้นการจะรู้ได้ว่า ผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนให้ใครจะต้องใช้ 3 ปัจจัย คือ 1. บัตรที่ลงคะแนน 2. ต้นขั้วบัตร ซึ่งถูกแยกเก็บไว้คนละที่ และ 3. บัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ ที่ถูกแยกไปที่สำนักทะเบียน เพื่อตรวจสอบผู้ไม่มาใช้สิทธิ โดยย้ำว่า การเลือกตั้งทุกหน่วย ทุกคน เป็นการลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

สาเหตุที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ทาง กกต. ชี้แจงว่า มาจากข้อกฎหมายที่ให้อำนาจ กกต. กำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือ ข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลง และเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุม บริหารจัดการบัตรเลือกตั้งต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ

ในกรณีถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งติดกับต้นขั้ว ยอมรับว่าสามารถระบุได้ถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการตรวจสอบว่าบัตรดังกล่าวใครเป็นผู้รับผิดชอบ ยืนยันว่า บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งไม่ได้ทำขึ้นเพื่อตรวจสอบย้อนกลับว่าผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนให้ใคร ส่วนภาพบัตรเลือกตั้งที่เผยแพร่ในโซเชียล ยืนยันว่าข้อมูลยังไม่ระบุถึงตัวบุคคลได้

กรณีบัตรลงประชามติไม่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดนั้น กกต. ชี้แจงว่า การจัดทำบัตรเลือกตั้งครั้งนี้มี 3 ใบ ต้องใช้ 3 โรงพิมพ์ ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ต่างกัน แต่ยืนยันว่าบัตรลงประชามติสามารถแทรกกิ้งได้ แต่เปิดเผยไม่ได้.