“ศิธา ทิวารี” กางรัฐธรรมนูญ 60 ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งต้องเป็นทางลับ ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 49 แค่จัดคูหาหันหน้า หันหลังผิด เลือกตั้งถึงกับเป็นโมฆะ ชี้งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน


วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ถ้าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ชี้แจง แสดงว่า กกต. รับรู้รับทราบ ในการจัดทำบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง แต่ละใบแบบนี้ เหตุผลที่ กกต.ชี้แจงคือ การทำบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งทุกใบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน โดยยืนยันว่า เป็นมาตรการในการควบคุมบัตรเลือกตั้งของ กกต. อีกนัยหนึ่งแปลว่า กกต. ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำบาร์โค้ดนี้ มีไว้เพื่อให้มีการสแกนบาร์โค้ดอ่านข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในภายหลังได้


น.ต.ศิธา ยังระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ให้การเลือกตั้ง สส.เป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”


กรณีนี้จึงต้องดูว่า บาร์โค้ดของหน่วยเดียวกันหรือเขตเดียวกัน เป็นบาร์โค้ดเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ และการตรวจสอบย้อนหลัง สามารถลงลึกสุดได้แค่ระดับหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้ทราบ ถึงรายละเอียดตัวบุคคล ที่เป็นผู้ลงคะแนนในบัตรนั้นใช่หรือไม่? ถ้าใช่ บาร์โค้ดนี้อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อระบุคนที่กาบัตรลงคะแนนใบนั้น ๆ ได้ แต่หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โค้ดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique Running Number) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้

...


“เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ: “การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ” โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ “โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่” สาระสำคัญคือ: ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้”


น.ต.ศิธา กล่าวทิ้งท้ายว่า เทียบกับระบบในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้คำว่า zero Knowledge, Zero Knowledge Proof, zero Knowledge Encryption คือต้องไม่มีความรู้ใดในโลก ที่จะสามารถใช้เพื่อ ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพบว่าบาร์โค้ดของบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Running Number ที่ตรงกับต้นขั้วที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน

แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ 1 ใบ ที่เป็น Zero Knowledge หมายความว่า บัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อ ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน “งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย”