ประธาน กกต. สุดอัดอั้นถูกข่มขู่ให้ติดคุก สวนกลับช้าตรงไหน มีเวลา 60 วัน รับรอง สส. และใช้เวลาแค่ 2 วันสอบเหตุชลบุรีครบทุกมิติ ยืนยันพิจารณายึดหลักกฎหมาย ไม่ทำตามอำเภอใจ รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงบาร์โค้ดบนบัตร เป็นมาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นดี
วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปปี 2569 และการออกเสียงประชามติ หลังมีการประชุม กกต. ว่า ยืนยันว่า กกต. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ทำตามรัฐธรรมนูญ ทำตามกฎหมาย ทำตามระเบียบทุกอย่าง เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น กกต. ก็นัดประชุมทันที ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่บางเรื่องเราต้องมีข้อมูลเพียงพอ ในการวินิจฉัย จึงแต่งตั้งให้ไปสอบข้อเท็จจริงใช้เวลา 2 วัน ซึ่งจากสำนวนการสอบข้อเท็จจริงที่ได้มาทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ร้อง กับ ฝ่ายที่ปฏิบัติ ฝ่ายที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อชั่งน้ำหนัก ซึ่งเหมือนกับการเขียนคำพิพากษา ดูความเชื่อมโยงของพยาน ประเด็นที่แถลงตามคำร้องมี 3 ประเด็นที่แถลงไปแล้ว แต่ กกต. ก็ได้มอบหมายให้ไปหาข้อเท็จจริงอีกว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ในการนับคะแนนนั้น เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่
“กกต. ทุกคนวันนี้ใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง ในการดูประเด็นต่างๆ เรายืนยันได้ว่า กกต. ไม่เอาเกียรติยศชื่อเสียงของเราไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ และเราไม่จำเป็นต้องทำ เพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่า นอกจากตรวจสอบตามคำร้องแล้ว รอตรวจสอบเรื่องความชอบในการนับคะแนนด้วย ในการรวมผลคะแนนด้วย ขอยืนยันเฉพาะตรงนี้ ส่วนเรื่องอื่นก็ว่ากันไปต่อ ยืนยันว่าเราตรวจสอบทุกมิติดูแลอย่างละเอียดเพราะเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนที่มีผู้แจ้งความกลับว่า กกต. แจ้งความเท็จที่ชลบุรีนั้น ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย จึงคิดว่าดำเนินการไปตามขั้นตอน” ประธาน กกต. กล่าว
...
เมื่อถามว่าการแก้ไขปัญหาของ กกต. มีความล่าช้า นายณรงค์ กล่าวว่า ความล่าช้าคืออะไร ไม่ใช่เอาตามอำเภอใจ อย่างของชลบุรีบอกว่าต้องนับใหม่ทันที ถ้ากฎหมายบอกว่าให้ทำได้เราก็ทำแล้ว ตามกฎหมายมีกระบวนการขั้นตอนอยู่ท่านไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ แต่ในชลบุรีเราดำเนินการสืบสวนสอบสวน 2 วัน และตามกฎหมายการรับรอง สส. กำหนดไว้ 60 วัน เราไม่ได้ล่าช้าเราทำงานทุกวันตลอดเวลา หลังการเลือกตั้ง กกต. ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด และพยายามตรวจสอบทุกเรื่องที่มีการร้อง แม้บางเรื่องจะไม่เข้าข้อกฎหมาย อย่างกรณีของชลบุรี 3 ข้อที่ร้องก็ไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายเลย แต่เราก็พยายามดู ให้ไปดูเรื่องการนับคะแนนว่าสุจริตหรือไม่ ก็ต้องทำให้การเลือกตั้งเกิดความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือ ยืนยันพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง ไม่เคยปิดบัง และพร้อมทำความเข้าใจในทุกเรื่อง
เมื่อถามอีกว่า กกต. ได้มีการประเมินการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ผมคงประเมินเองไม่ได้ เป็นเรื่องที่ท่านต้องประเมิน แต่อยากให้ดูว่าวันที่ 8 ก.พ. มีเหตุการณ์ที่ไม่สงบเรียบร้อยหรือไม่ ทั้งเรื่องการนับคะแนนและเรื่องการอำนวยความสะดวกก็ดี ในวันเลือกตั้งมันเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่หลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ท่านคิดเอาเอง
เมื่อถามว่าเมื่อเช้านี้มีประชาชนมาปาปลาร้าที่หน้าสำนักงาน กกต. เราจะมีการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เรามีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและคิดว่าได้ทำเต็มที่เรื่องความปลอดภัยก็ตามที่สื่อเห็น มีการดูหมิ่นดูแคลนอาฆาตมาดร้าย กกต. บอกว่าต้องเปลี่ยนที่นอนก็ไม่เป็นไร เราจะยืนหยัดทำหน้าที่ตามกฎหมาย เราก็กลัวกันหมด แต่เราก็ต้องยืนหยัดทำหน้าที่
บาร์โค้ดบนบัตร เป็นมาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นดี
ด้าน ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีมีการพูดถึงบัตรลงคะแนนมีการสแกนบาร์โค้ดทำให้เห็นข้อมูลผู้เลือกตั้ง ว่าน่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดนั้น คือมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า บัตรนั้นเป็นบัตรล็อตไหน ของหน่วยไหนเพื่อเป็นมาตรการควบคุมของ กกต. ซึ่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดี เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคการเมืองไหน อันนี้ขอยืนยัน
เมื่อถามว่าการแจ้งความกับเด็กกังวลว่าจะเกิดกระแสลุกฮือหรือไม่ ว่าที่ ร.ต. ภาสกร กล่าวว่า เนื่องจากว่ากรณีแจ้งความนั้นเป็นกรณีของผู้เสียหายเมื่อ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นผู้เสียหาย เมื่อมีการบุกรุกเข้าไปในสถานที่หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เขาก็ต้องตรวจสอบแจ้งความ รวมถึงกรณีมีการนำเอกสารของเขา ซึ่งเป็นเอกสารราชการ ซึ่งผู้เสียหายที่เป็นผู้รับผิดชอบ เขาจึงมีความจำเป็นที่ต้องแจ้งความ เพื่อเป็นการคุ้มครองตัวเองด้วยเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเอกสารที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาไปอยู่ตรงไหนอย่างไร
ส่วนการดำเนินการที่ยังล่าช้าอยู่แบบนี้ ทาง กกต. กังวลหรือไม่ว่า กลุ่มประชาชนจะพากันลุกฮืออีกครั้ง นายณรงค์ บอกว่า อยากให้ประชาชนมองว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นนั้น ทาง กกต. เองก็ไม่สามารถที่จะเร่งดำเนินการได้ทันที เพราะยังมีกรอบของกฎหมายควบคุมอยู่ อยากให้ประชาชนกลับไปศึกษาขั้นตอนในการดำเนินการ ตามกฎระเบียบแล้วจะเข้าใจว่าขั้นตอนในการวินิจฉัยต่างๆ นั้นไม่ได้เกิดความล่าช้า รวมถึงกฎหมายของการเลือกตั้งก็ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องแล้วเสร็จภายใน 60 วัน
บอกประกาศผลแบบเป็นทางการ อีกไม่นานนี้แน่นอน
ส่วนกรณีที่ประชาชนอยากให้ทาง กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งนั้น ว่าที่ ร.ต. ภาสกร ยืนยันว่า การประกาศผลการเลือกตั้ง จะมีการประกาศอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละจังหวัดอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ เพื่อนำผลการเลือกตั้งแต่ละเขต ส่งมาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อประมวลผลและการประกาศผล อย่างเป็นทางการ อีกไม่นานนี้แน่นอน
กรณีที่มีนักวิชาการอิสระตั้งข้อสังเกตว่า บัตรเลือกตั้ง สส. เขต กับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในแต่ละหน่วยมีจำนวนไม่ตรงกัน ว่าที่ ร.ต. ภาสกร ชี้แจง กรณีนี้ อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากผลการเลือกตั้งยังไม่ใช่ผลอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการใส่ตัวเลขอาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงอยากให้ประชาชนรอผลอย่างเป็นทางการจะถูกต้อง
โยนสื่อประเมินเอง กกต. จัดการเลือกตั้ง-ประชามติเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวให้ กกต. ประเมินการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ว่ามีความผิดพลาดมากน้อย หรือความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งตอบสั้น ๆ ว่า
“การประเมินเนี่ย ผมคงประเมินไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องประเมินเอง แต่ท่านดูแล้วกันว่าในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือการทำประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ในช่วงนั้นมันมีเหตุการณ์ที่ไม่สงบ ไม่เรียบร้อยหรือไม่ แต่หลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ท่านคิดเอาเองแล้วกันนะ เรื่องการนับคะแนนก็ดี เรื่องการอำนวยความสะดวกก็ดี ผมคิดว่าท่านก็คงประเมินถูก ก็ท่านประเมินเองแล้วกัน”