"ชัยธวัช" อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ปลุก 8 ก.พ. กาส้ม 2 ใบให้ชนะขาด ไม่ยอมให้อันดับ 2-3 ฮั้วตั้งรัฐบาลอีก ลั่นเขาไม่ได้กลัวหน้าใหม่ แต่กลัวการเปลี่ยนแปลง หวั่นทำระบอบเก่าล่มสลาย

วันที่ 6 ก.พ. 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้ามาจับจองที่นั่งฟังปราศรัยตั้งแต่ช่วง 14.00 น.เป็นต้นมา

โดยเมื่อ 18.50 น. นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ปี 2566 เราเห็นการตระบัดสัตย์ เราเห็นการเมืองข้ามขั้ว เราเห็นการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งใช่หรือไม่ แต่สิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนเห็นอย่างโจ่งแจ้งคือ การเมืองของชนชั้นนำ หลังการเลือกตั้งปี 2566 พวกเขา ชนชั้นนำดีลกัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง พวกเขาอนุญาตให้มีการเลือกตั้ง แต่ไม่อนุญาตให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ เรายอมอีกหรือไม่ 8 ก.พ. กาส้ม 2 ใบ แล้วเห็นชอบประชามติ

นายชัยธวัช กล่าวว่า การเมืองของชนชั้นนำ คือการเมืองที่พยายามรักษาระบบและโครงสร้างสังคมแบบเดิมเอาไว้ แน่นอนพวกเขาเคยขัดแย้งกัน พวกเขาเคยต่อสู้กัน แต่สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ขัดแย้งกัน มันคือการต่อสู้ขัดแย้งกันเพื่อแย่งชิงกันว่า ใครจะขึ้นไปมีอำนาจอยู่บนยอดพีระมิดของโครงสร้างสังคมแบบเดิม เขาไม่ได้ต้องการเปลี่ยน เขาไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน ไม่ว่าพวกเขาจะสีไหน พวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้สนับสนุนให้พวกเราเติบโตกันด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยี แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่แข่งขันกันโดยการผูกขาด ด้วยคอนเนกชั่น ด้วยอำนาจรัฐ และด้วยเงินใต้โต๊ะ ใช่หรือไม่

...


“ไม่ว่าพวกเขาจะสีไหน พวกเขาล้วนแต่อยู่ในโครงสร้างการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ไม่ว่าจะเป็นคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการฮั้วประมูล ไม่ว่าจะเป็นการกินหัวคิว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง เขาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าเขาจะสีไหน พวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างแห่งความเหลื่อมล้ำ เป็นโครงสร้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ ทั้งในเมืองและชนบท ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง จนถูกบีบให้ต้องรอคอยว่าจะได้รับอะไรเป็นครั้ง ๆ เวลามีการเลือกตั้ง หรือเวลามีภัยพิบัติ พวกเขาไม่ว่าจะสีไหน ล้วนแต่แสวงหาผลประโยชน์จากระบบราชการรวมศูนย์ เราจึงเห็นเขาถึงแย่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อที่จะได้มีอำนาจ ในการแต่งตั้งผู้ว่าฯ แต่งตั้งนายอำเภอ มีอำนาจในการออกตั๋วตำรวจ ใช่หรือไม่” นายชัยธวัช กล่าว

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นสีไหน พวกเขาล้วนแต่ได้ประโยชน์จากระบบกฎหมายแบบไทย ๆ ที่ความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายไม่มีจริง การวิ่งเต้น การติดสินบน เป็นสิ่งที่พวกเขาทุกสีทำกันเป็นปกติ ไม่ว่าพวกเขาสีไหน พวกเขาล้วนแย่งกันแข่งกัน เป็นลิงหลอกเจ้า โดยไม่สนใจว่าอนาคตของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะเป็นอย่างไร

ชี้ชนชั้นนำกลัวสำนึกการเมืองแบบใหม่ ทำระบอบเก่าล่มสลาย

นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา เวลาชนชั้นนำไม่ว่าสีไหนเขาขัดแย้งกัน เขาดึงเราเข้าไปร่วมด้วยใช่หรือไม่ แต่สิ่งที่อยากบอกคือ เราถูกดึงเข้าสู่สงครามสีเสื้อ ประชาชนบางฝ่ายบอกว่า ต้องการประชาธิปไตย ประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องการปฏิรูปประเทศ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องการรัฐบาลที่ทำให้ปากท้องเราดี ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเราต้องการประเทศที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ลองคิดดูว่า สิ่งที่เราต้องการนั้น จริง ๆ แล้วไม่ควรจะขัดแย้งกันเลย เพียงแต่ที่ผ่านมา เราอาจมองปัญหาต่างกัน เหมือนตาบอดคลำช้าง บางคนจับงวง ก็บอกว่าช้างเป็นแบบหนึ่ง บางคนจับขาก็บอกว่าช้างเป็นแบบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วปัญหาของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นประชาชนสีไหน ล้วนแต่เป็นปัญหาเดียวกัน เพราะเป็นปัญหาช้างตัวเดียวกันใช่หรือไม่ มันคือระบบและโครงสร้างสังคมแบบเดิม ที่การเมืองของชนชั้นนำหวงแหน และพยายามรักษาเอาไว้

“ดังนั้นสิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำกลัวที่สุด คือสำนึกทางการเมืองแบบใหม่ของประชาชน เพราะเมื่อไหร่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก้าวพ้นกรอบคิดที่ทำให้พวกเรามาขัดแย้งกันเอง แล้วหันมาสามัคคีกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบเดิมที่เป็นปัญหาของประเทศ เมื่อนั้นโลกของชนชั้นนำจะล่มสลายลง” นายชัยธวัช กล่าว


ลั่นเขาไม่ได้กลัวหน้าใหม่ แต่กลัวการเปลี่ยนแปลง

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวอีกว่า พรรคส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ถึงประชาชน เราเกิดขึ้นด้วยสำนึกใหม่ทางการเมืองแบบนี้ ดังนั้นเวลาเขาโจมตีกล่าวหาว่าพรรคส้มเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่มีประสบการณ์ เขาไม่ได้กลัวคนหน้าใหม่ ไม่ได้กลัวคนไม่มีประสบการณ์ เพราะถ้าเขากลัวคนไม่มีประสบการณ์จริง คนบางคนไม่สมควรจะเป็นอดีตนายกฯ ใช่หรือไม่

เขารวมหัวกันโจมตีพรรคส้ม ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนหน้าใหม่ แต่เราเป็นคนนอก พวกเราคือคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกของสมาคมชนชั้นสูงที่ล้วนได้ประโยชน์จากโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ เราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่พูดมาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการจะบอกว่า รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรดีเลย ไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรเลย แต่ประเด็นสำคัญ มันพิสูจน์แล้วว่า การเมืองที่ผ่านมา พวกเขาพาประเทศไทยมาได้แค่นี้ เพราะพวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และโครงสร้างที่เป็นปัญหาของประเทศชาติของเรา ใช่หรือไม่

“ปล่อยบ้านเมืองที่เรารักอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว ยิ่งผ่านไปทุกวัน การเมืองที่ผ่านมาได้ทำให้ประเทศเสื่อมทรามลงทุกวันอย่างน่าใจหายใช่หรือไม่ ดังนั้นพวกเราประชาชน ไม่ว่าคุณจะเคยอยู่สีไหน ไม่ว่าจะเคยเชียร์สีอะไร ไม่ว่าคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับพรรคส้มทุกเรื่อง แต่วันนี้สิ่งที่เราเห็นตรงกันแน่นอน เราปล่อยให้บ้านเมืองที่เรารักเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าว


ปลุก 8 ก.พ. กาส้ม 2 ใบชนะขาด ไม่ยอมให้อันดับ 2-3 ฮั้วตั้งรัฐบาลอีก

นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่า ดังนั้น 8 ก.พ.ที่จะมาถึง มันจึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ที่เราจะไปเลือกว่าเราอยากได้นายกฯชื่ออะไร ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพื่อบอกว่าเราชอบนโยบายชิ้นไหน ของใคร แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าต้องการให้ประเทศชาติของเรา อยู่ต่อไปแบบไหน ถ้าเราเห็นว่า ประเทศควรจะเป็นอยู่แบบเดิม อยู่ในโครงสร้างกับระบบที่ทำให้ประเทศเดินมาถึงวันนี้ ท่านไม่ต้องเลือกพรรคส้ม แต่ถ้าท่านเห็นด้วยว่า เราต้องการอนาคตแบบใหม่ 8 ก.พ.นี้ ช่วยกันเดินเข้าคูหา กาพรรคส้มทั้ง 2 ใบ ให้ชนะขาด แล้วจะไม่ยอมให้พรรคอันดับ 2-3 มาฮั้วกันตั้งรัฐบาลอีก 

“นอกจากเลือก สส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์สีส้มแล้ว ต้องกาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช่หรือไม่ รัฐธรรมนูญปี 2560 พูดให้รวบรัดอีกครั้ง คือรัฐธรรมนูญออกแบบระบบการเมือง ให้อำนาจของประชาชนถูกกดทับ ถูกควบคุมโดยอำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน วันนี้แม้ สว.จะไม่มีอำนาจเลือกนายกฯอีกแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบให้ สว.เป็นหัวใจสำคัญ และเป็น สว.ที่ต้องฮั้วกันมาเท่านั้น ใช่หรือไม่ เป็นการเมืองที่ใครฮั้ว สว.ได้ ก็จะยึดกุมอำนาจการเมืองไว้ทั้งหมด ยึดกุมองค์กรอิสระทุกองค์กร นี่ไม่ใช่การเมืองที่เราต้องการ ใช่หรือไม่ เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงใช่หรือไม่” นายชัยธวัช กล่าว