พรรคประชาชน ปราศรัยใหญ่ขอนแก่นส่งท้ายคาราวาน “ไหม” ขอช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ถ้าไม่ดีอีก 4 ปี ไม่ต้องเลือก “ปิยบุตร” ขอกาพรรคส้มให้ทะลุ 20 ล้านเสียง ใครก็ขวางตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้ “พิธา” ลั่น เสียใจไม่ได้เป็นนายกฯ ขอครั้งนี้ 2 ใบม้วนเดียวจบ
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น พรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรคประชาชน, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียง โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจำนวนมาก
“วิโรจน์” บอกเอาจริงปฏิรูปกองทัพ-เคียงข้างทหารชั้นผู้น้อย มีเพียงพรรคประชาชนเท่านั้น
นายวิโรจน์กล่าวช่วงหนึ่งถึง นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ปราศรัยโจมตีพรรคประชาชนเกี่ยวกับประโยค “ทหารมีไว้ทำไม” ว่า เวลาบอกว่ารักหรือไม่รักทหาร ต้องไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่โหนทหารเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง แต่ต้องดูกันยาวๆ ที่การกระทำ ไม่ว่าพรรคสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว คุณทำอะไรเวลาทหารชั้นผู้น้อยโดนรังแก มีแต่พรรคสีส้มที่คอยไปยืนด่านหน้าปกป้องพวกเขา เราสนใจความยุติธรรม ดาวบนบ่าต้องมีไว้ให้ทำหน้าที่ ไม่ได้มีไว้รังแกทหารชั้นผู้น้อย และนี่คือจุดยืนของพรรคประชาชน
“ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ทุจริต ทหารที่รังแกประชาชน ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่กระทืบทำร้ายทรมานทหารชั้นผู้น้อย การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ไม่โปร่งใส เอาของห่วยมาให้แนวหน้าใช้ ให้เขาไปเสี่ยงตาย แบบนี้วิโรจน์ทนไม่ได้ ปล่อยผ่านไม่ได้ ที่ผ่านมา ต้องขอบคุณนายพลนายพันนายทหารน้ำดีที่มีอยู่เต็มกองทัพ ที่ให้ความไว้วางใจทำงานร่วมกับเราเป็นอย่างดี”
...
ดังนั้น ถ้าอยากได้รัฐบาลที่ทำงานอย่างมืออาชีพกับทหาร อยากเห็นทหารชั้นผู้น้อยได้รับการดูแลให้มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่ดี ไม่ถูกรังแก นายทหารชั้นนายพลนายพันที่ตั้งใจทำงานได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ทำกองทัพให้เป็นกองทัพมืออาชีพ เป็นกองทัพที่ปกป้องอธิปไตย เป็นกองทัพของประชาชน 8 กุมภาพันธ์กาได้พรรคเดียว กาพรรคประชาชนสองใบ แล้วตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน
“ไหม” ขอประชาชนช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ
นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ช่วงนี้จู่ๆ ก็มีคนทำตัวเป็นหัวคะแนนธรรมชาติให้พรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ไม่รู้ให้สัมภาษณ์ออกมาได้อย่างไรว่า “ถ้าไม่เชื่อมั่นในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” อีกคนคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า วันก่อนบอกว่าพรรคประชาชนแม้ได้ที่หนึ่งก็ไม่มีวันได้จัดตั้งรัฐบาลถ้าคะแนนไม่ห่างพอ ดังนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พวกเราต้องอย่าทำให้เขาสมหวัง ออกไปเลือกตั้งกันให้ถล่มทลาย กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ให้พรรคประชาชนชนะเป็นอันดับหนึ่ง และมากเกินกว่าอันดับสอง 50-60 ที่นั่งไปเลย
ขอโอกาส ถ้าไม่ดีอีก 4 ปี ไม่ต้องเลือก
แม้หลายคนไปเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว และบางคนตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคส้ม แต่คะแนนเท่านี้อาจไม่เพียงพอให้เราจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นขอให้เวลาที่เหลืออยู่ ทุกคนช่วยกันสวมวิญญาณหัวคะแนนธรรมชาติ ช่วยกันบอกต่อคนรอบข้างให้เลือกพรรคประชาชนให้เยอะๆ เพราะรอบนี้เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่อยากรออีกต่อไป ลองถามพวกเขาว่าที่ผ่านมาพึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ทุกวันนี้แล้วหรือยัง ถ้ายัง รัฐบาลที่ผ่านมาที่วนเวียนกลับมาบริหารประเทศ จะทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ พรรคส้มเป็นพรรคเดียวที่ยังไม่เคยทำงานในฐานะรัฐบาล ให้โอกาสเราได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ดี อีกสี่ปีก็ไม่ต้องเลือกเรา
การเลือกตั้งรอบนี้ ไม่มี สว. หน้าไหนจะมาช่วยเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เลือกเราให้ชนะขาด ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน และจะได้นายกฯ คนใหม่ที่ชื่อ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นอกจากนั้นพี่น้องต้องกาเห็นชอบให้กับประชามติเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ไม่ว่า กกต. จะทำงานเละเทะไม่มีประสิทธิภาพอย่างไร ประชาชนก็เข้าชื่อถอดถอนไม่ได้ 8 กุมภาพันธ์นี้เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เราจะได้รัฐบาลที่ตรงปก พรรคไหนชนะ พรรคนั้นได้ตั้งรัฐบาล ออกไปเลือกตั้งกันให้ถล่มทลาย กาส้มสองใบและกาเห็นชอบ แล้วตั้งรัฐบาลประชาชนไปพร้อมกัน
“ปิยบุตร” กาพรรคส้มให้ทะลุ 20 ล้านเสียง ใครก็ขวางตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้
ด้านนายปิยบุตร ระบุว่าหลังเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ที่นำโดยคณะราษฎร สังคมไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันมากขึ้น ประชาชนคนธรรมดามีโอกาสมากขึ้นในการได้รับการศึกษาและการรับราชการ เหตุการณ์นี้เองทำให้ประชาชนคนอีสานจำนวนมากได้เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เราจึงได้เห็นผู้แทนราษฎรคนอีสานเข้าไปมีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร จำนวนมากมีความคิดแหลมคมก้าวหน้า ประวัติศาสตร์ของผู้แทนราษฎรคนอีสานคือประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาแบบพวกเรา ที่ตัดสินใจเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งในทางการเมือง และมีวาระที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพียงแต่ในระยะหลังการเมืองแบบเครือข่ายอุปถัมภ์บ้านใหญ่รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ จนทำให้เราอาจจะหลงลืมไป
นายปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าการเมืองบ้านใหญ่คือการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีความคิดทางการเมือง ไม่มีความคิดทางเศรษฐกิจสังคมชัดเจน ว่าเข้าไปแล้วจะมีนโยบายแบบใด ที่ไหนมีอำนาจบ้านใหญ่จะวิ่งเข้าหา แห่กันเข้าไปอยู่ในพรรคนั้น วันไหนที่หมดฤทธิ์เดช ถูกผู้มีอำนาจปราบปรามลง บ้านใหญ่เหล่านี้ก็ขนคนย้ายออกแล้วเข้าไปอยู่พรรคอื่น ถึงเวลาคณะรัฐประหารจะสืบทอดอำนาจ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาก็เอาพวกนี้เข้ามาอยู่ในพรรค วันดีคืนดีพอกระแสยึดอำนาจตกลงพรุ่งนี้ก็แห่กันไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง
“การเมืองแห่งอดีตใช้เงินใช้ทองมหาศาล ไม่ว่าจะผ่านการซื้อเสียง เมื่อตัวเองได้มีอำนาจก็ถอนทุนคืน แล้วมาลงเลือกตั้งใหม่ ได้เป็นก็กลับไปถอนทุนคืน วนเวียนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่น่าแปลกใจว่าแต่ละพรรคจ้องแต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย นี่คือการตั้งรัฐบาลโดยไม่มีวาระประชาชนอยู่ในนั้น”
นายปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าทุกวันนี้พวกเขาพูดกันเป็นต่อยหอยว่าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เดี๋ยวก็โดนยุบพรรค ตัดสิทธิ เมื่อไหร่ที่ประชาชนลุกขึ้นมาสู้เขาก็ตบเราลงไป ทำแบบนี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คำตอบจึงอยู่ที่ประชาชนว่าจะยอมให้เขาใช้หนังม้วนเดิมซ้ำอีกหรือไม่ จะยอมให้ผู้กำกับภาพยนตร์ยุบพรรค ตัดสิทธิ เดินเรื่องอีกหรือไม่ จะยอมให้บรรดาผู้มีอำนาจสกัดกั้นพรรคประชาชนอีกหรือไม่ ถ้าทุกคนยืนยันว่าไม่ยอมคราวนี้ต้องร่วมกันส่งเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ออกมาเลือกพรรคประชาชนให้เกิน 20 ล้านเสียง ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ เป็นเจ้าของใบอนุญาตในการตั้งรัฐบาล ในการแต่งตั้งผู้แทนราษฎรของตัวเอง อย่าให้คนอื่นมาใช้ใบอนุญาตอื่นขัดขวางพวกเรา ถ้าทุกคนกาพรรคประชาชนมากเพียงพอ ใครก็ขวางพรรคประชาชนไม่ได้
“พิธา” ลั่น เสียใจไม่ได้เป็นนายกฯ ขอครั้งนี้ 2 ใบม้วนเดียวจบ
ด้าน นายพิธา ระบุว่ากาคราวนี้คือการกาเพื่อเปลี่ยน ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ถ้ากาแบบเดิมทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนเดิม ทุกคนจำได้หรือไม่ในวันที่ตนต้องเดินออกจากสภาผู้แทนราษฎร วันที่พรรคก้าวไกลถูกยุบ ตนคือคนที่ควรที่จะหมดหวังมากที่สุด แต่วันนี้อีกอึดใจเดียว ไม่มีวันไหนที่เราเข้าใกล้เส้นชัยมากเท่าวันนี้อีกแล้ว ถ้าตนยังไม่หมดหวังทุกคนก็ห้ามหมดหวัง
“มากกว่าคำว่าเสียใจคือคำว่าเสียดายที่ตนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของชาวอีสานคนที่ 30 ที่เสียดายคือไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาวอีสานมากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งเป็นกว่า 30% ของประชากรไทย นั่นคือเหตุผลที่ตนเคยคิดไว้ว่าถ้าวันหนึ่งตนได้เข้าไปที่เป็นรัฐบาล จะทำนโยบายอีสานสองเท่า ทำให้คนอีสานรวยขึ้นสองเท่า แต่ตนก็ไม่มีโอกาสนั้น วันนี้จึงมาบอกต่อทุกคนขอให้ช่วยกันกาให้ทั้ง 11 คนเข้าสภา สองใบม้วนเดียวจบ ให้ผลการเลือกตั้งกับการตั้งรัฐบาลตรงปกกันเสียที วันนั้นตนไม่มีโอกาสได้ทำ ขอโอกาสให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนเข้าไปทำแทนได้หรือไม่” นายพิธา กล่าว