เลือกตั้ง 2569 “ไม่ไปลงประชามติ” มีผลอย่างไร เสียสิทธิการเมืองอะไรบ้าง แจ้งผ่านช่องทางไหนได้บ้าง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิได้ถึงวันไหน
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และยังกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในวันเดียวกันว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ด้วยเครื่องหมายกากบาท (X) ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มีเพียงการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เท่านั้น กรณีที่ประชาชนผู้มีสิทธิจะลงประชามติ ต้องเดินทางมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้น ตามหน่วยเลือกตั้งของตนเอง หรือตามที่ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต
ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
ในส่วนของการออกเสียงประชามติ กรณีที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียง ประชาชนต้องแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติด้วย โดยมีกรอบเวลาดังนี้
- ก่อนวันออกเสียง วันที่ 14 มกราคม - 7 กุมภาพันธ์ 2569
- หลังวันออกเสียง วันที่ 9-15 กุมภาพันธ์ 2569
ไม่ไปใช้สิทธิประชามติ แจ้งผ่านช่องทางไหนได้บ้าง
2.1 แจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน
- เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th
- หรือเว็บไซต์กรมการปกครอง (คลิกแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ)
- แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือพิมพ์คำว่า “แจ้งเหตุการออกเสียงประชามติ” (ผ่านระบบมือถือหรือคอมพิวเตอร์)
...
2.2 ยื่นด้วยตนเอง
2.3 ทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน
2.4 ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน
โดยข้อ 2.2-2.4 ต้องยื่นแบบ อ.ส. 2/2 (เอกสารแนบ) หรือทำเป็นหนังสือ โดยระบุ หมายเลขประจำตัวประชาชน, ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน, เหตุผลที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียง
ไม่ไปลงประชามติเสียสิทธิอะไรบ้าง
สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียง จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ดังต่อไปนี้
(1) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
(2) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
(3) เข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 9 (5) (บัญญัติว่า การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด)
(4) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
(5) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันออกเสียงครั้งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง และหากในการออกเสียงครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอีก ให้เริ่มนับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง”