ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ” พรรคกล้าธรรม จากการเป็นผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 7 หลังเคยต้องคำพิพากษาลักทรัพย์เมื่อ 20 ปีก่อน



วันที่ 5 ก.พ. 2569 เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีรายงานว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องกรณีนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ยื่นอุทธรณ์ที่คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีคำวินิจฉัยถอนชื่อรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ของนายก้องเกียรติ เนื่องจากเห็นว่านายก้องเกียรติ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) ประกอบมาตรา 42 (12) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.



สำหรับเหตุผลที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของนายก้องเกียรติ ระบุว่า หลังกกต.ได้รับการร้องเรียนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงได้ทำการตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของนายก้องเกียรติ โดยได้ข้อมูลจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี พบว่ามีการดำเนินคดีอาญาที่ 1462/2542 กับนายก้องเกียรติ ผู้ต้องหาความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยนายก้องเกียรติ เป็นผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียว และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา และส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณา ต่อมานายก้องเกียรติ ต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งต่อมานายก้องเกียรติ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีครบถ้วน และพ้นจากการควบคุมความประพฤติแล้ว

...



ซึ่งเมื่อพิเคราะห์สำเนาใบสมัคร สส.ของนายก้องเกียรติ สำเนาบัตรประชาชน และสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านแนบท้ายใบสมัครเป็นเอกสารที่นายก้องเกียรติ ยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อมูลรายละเอียดของผู้ร้องดังกล่าวตรงกับข้อมูลของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3672/2542 อีกทั้งนายก้องเกียรติ เบิกความเจือสมรับว่าเคยให้ถ้อยคำกับทางคณะกรรมการพิจารณาสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ตนเองถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2-3 ในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้นที่นายก้องเกียรติ อ้างว่าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่สามารถยืนยันได้ว่านายก้องเกียรติ เป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ต่างก็อ้างว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่านายก้องเกียรติ เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เพราะเอกสารถูกเผาทำลายไปแล้ว แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดแห่งคดี และข้อมูลของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่ปรากฏในฐานข้อมูลของสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ล้วนมีข้อมูลสอดคล้องต้องกันทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว ข้ออ้างของนายก้องเกียรติ ที่ว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าจะทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาจึงไม่อาจรับฟังได้



ส่วนที่นายก้องเกียรติ อ้างว่า หนังสือของกรมคุมประพฤติ เป็นกรณีความผิดฐาน พ.ร.บ. อาวุธปืน ที่ตนเองปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติครบถ้วนแล้วนั้นเห็นว่า ฐานข้อมูลของกรมคุมประพฤติเป็นหน่วยราชการส่วนกลางอาจมีประวัติการคุมความประพฤติของจำเลยเพียงส่วนหนึ่ง อาจไม่ได้รวบรวมข้อมูลของสำนักคุมประพฤติจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ



ทั้งนี้คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดขึ้นเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลอาจไม่ครบถ้วน ดังนั้นข้อมูลตามหนังสือของกรมคุมประพฤติจึงไม่ได้ขัดแย้ง กับข้อมูลของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่นายก้องเกียรติ อ้างว่า คำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่ได้ลงโทษตนเอง แต่ลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี แผ่นที่ 2 พิเคราะห์ว่านายก้องเกียรติ (จำเลย) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เพียงฐานเดียว โดยมิได้กล่าวถึงบุคคลอื่น พยานหลักฐานของนายก้องเกียรติ จึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดด้วย



เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ดังนั้นที่กกต. วินิจฉัยให้ถอนชื่อนายก้องเกียรติ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว