“อภิสิทธิ์” นำทัพลุยฝั่งธนฯ ลั่นฆ้องชัย ชูจุดยืน “ทางรอดที่ปลอดภัย” มั่นใจเป็นผู้คุมเกมสร้างรัฐบาลสุจริต ด้าน ปชป. เผยเรื่องสุดประทับใจ หนุ่มขี่ จยย. ข้ามจังหวัด 113 กม. ฟังปราศรัย “มาร์ค” 

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และ นางสาวมารีญา ฤกษ์ดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 24 (ธนบุรี-คลองสาน-ราษฎร์บูรณะ) หมายเลข 7 ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงอย่างต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยได้สักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้ลั่นฆ้องชัย ก่อนเดินพบปะประชาชน ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องชาวฝั่งธนบุรีอย่างคึกคัก


...

ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้คือ “โอกาส” หลุดพ้นวิกฤต

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการสื่อสารของพรรคในช่วงนี้ว่า ในขณะที่ทุกพรรคกำลังเร่งนำเสนอจุดแข็ง พรรคประชาธิปัตย์ขอมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะ “หลุดพ้น” จากวงจรปัญหาเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตคอร์รัปชัน สภาวะเศรษฐกิจที่ติดหล่มมาอย่างยาวนาน และความแตกแยกในสังคม

“หากเรายังมองการเลือกตั้งเป็นเพียงการแข่งขันตามวงรอบ 4 ปี โดยไม่ระมัดระวัง สถานการณ์ในอีก 4 ปีข้างหน้าอาจจะรุนแรงกว่านี้ ประชาธิปัตย์จึงขอเสนอตัวเป็น “ทางรอดที่ปลอดภัย” ด้วยความพร้อมทั้งนโยบาย บุคลากร และจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน”

ส่วนเรื่องการทำงานของคณะผู้บริหารพรรคชุดใหม่ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่ามีเงื่อนไขเรื่องเวลาที่จำกัดมาก แต่ผลตอบรับที่ได้ถือว่ามาไกลเกินคาด ซึ่งต้องขอบคุณประชาชนที่ให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม งานหนักยังรออยู่ทั้งในช่วงไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่จนถึงนาทีสุดท้าย

ติงการเมืองแบบ “ด้อยค่า-แบ่งแยก”

สำหรับกรณีความขัดแย้งบนเวทีปราศรัยในพื้นที่ภาคใต้ที่มีการโต้ตอบกันระหว่างพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์ระบุว่า อยากเห็นการแข่งขันที่เน้นการนำเสนอทางออกของปัญหามากกว่าการด้อยค่ากัน พร้อมแสดงความกังวลต่อการปราศรัยของบางพรรคที่เริ่มมีการสร้างวาทกรรมแบ่งแยกกลุ่มคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นผู้คุมเกมในรัฐบาลหน้า เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่ต้องปราบปรามทุจริตและทุนเทาอย่างจริงจัง, ต้องสร้างบ้านเมืองสุจริตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโต, ต้องหาทางออกความขัดแย้งทางการเมือง

ส่วนเรื่องความมั่นใจเรื่องตัวเลข สส. ที่จะได้พอที่ใครๆ ก็มารุมจีบเป็นตัวแปรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่อยากจะไปคาดเดาตัวเลข แต่ก็ขอจากพี่น้องประชาชนว่า ถ้าเติมกำลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์มากๆ เราทำหน้าที่นี้ได้แน่นอน ส่วนที่ประกาศล่วงหน้าว่า ถ้าได้เข้าไปร่วมไม่ว่าฝ่ายไหน จะไปคุมเกมรัฐบาล ตรงนี้อาจจะทำให้พรรคการเมืองอื่นเขาไม่เทียบเชิญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนเลือกเราเยอะๆ เขาก็หนีไม่ออก

หนุ่มตาก ขี่มอเตอร์ไซค์จาก อ.ศรีราชา 113 กม. ฟังปราศรัย “อภิสิทธิ์”

ส่วนอีกเรื่องที่ได้รับการเปิดเผยจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อนายศักดา คะนองไพรวัลย์ ชายหนุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จากจังหวัดตาก ซึ่งมาทำงานอยู่ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อทราบข่าวการปราศรัยผ่านเพจเฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ นายศักดาไม่ลังเลที่จะตัดสินใจเดินทางมาพบ หลังเลิกงานในเวลา 13.00 น. เขาขี่รถจักรยานยนต์ออกจากอำเภอศรีราชา ฝ่าเปลวแดดและการจราจรเป็นระยะทางกว่า 113 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร จนถึงพื้นที่ปราศรัย ปาร์ค สีลมในเวลา 15.00 น. เพียงเพื่อหวังจะได้จับจองพื้นที่แถวหน้าเพื่อรอพบต้นแบบทางการเมืองที่เขาชื่นชม

โดยนายศักดา เปิดใจถึงจุดเริ่มต้นความเลื่อมใสที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนเองติดตามผลงานของ นายชวน หลีกภัย และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยนโยบายที่เปลี่ยนชีวิตครอบครัวของเขาอย่างแท้จริงคือ การประกันรายได้เกษตรกร

“บ้านผมที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีอาชีพปลูกข้าวโพด ครอบครัวเราได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้จริงๆ มันคือความช่วยเหลือที่จับต้องได้และเปลี่ยนชีวิตพวกเราให้ดีขึ้น” ศักดากล่าวด้วยรอยยิ้ม พร้อมเสริมว่านโยบายพื้นฐานอย่าง นมโรงเรียน และอาหารกลางวัน กยศ. ก็เป็นสิ่งที่น้องๆ ของเขาได้รับประโยชน์มาโดยตลอด ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์”

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้เห็นนายอภิสิทธิ์กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง นายศักดา ยอมรับว่าเขารู้สึกตื่นเต้นและดีใจและมีความหวังมาก พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ทำให้เขาเชื่อมั่นไม่เสื่อมคลายคือความจริงใจ

“ผมรู้สึกว่าท่านเป็นนักการเมืองที่มีความจริงใจกับประชาชน นโยบายที่ท่านทำมันเกิดประโยชน์ต่อคนไทยจริงๆ ผมไม่ได้มาแค่ฟังปราศรัย แต่ผมอยากมาให้กำลังใจนายกอภิสิทธิ์ นักการเมืองในดวงใจของผมตั้งแต่ ม. 1 ท่านเป็นนักการเมืองที่มีสัจจะและสุจริต ผมอยากท่านมีพลังสู้เพื่อพวกเราต่อไป”