“ณัฐพงษ์-ปิยะบุตร” ปราศรัยอุดรธานี ขายจุดยืน พรรคประชาชนไม่กลับไปกลับมา 8 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วไม่ได้มาเล่นๆ ปูดบ้านใหญ่ติดต่อมาเพียบ แต่ไม่อยากทำการเมืองแบบเก่า ด้าน “พิธา-วีระยุทธ” ไปเชียงใหม่ อัดสร้าง Disneyland เป็นโมเดลเศรษฐกิจเก่า จ้องกินหัวคิว


วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานสังคีตศาลา หนองประจักษ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี คาราวานพรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจำนวนมาก


นายปิยบุตร กล่าวว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันประวัติศาสตร์ที่จะชี้ชะตาประเทศไทยว่าอีก 4 ปี 8 ปี หรือ 12 ปีข้างหน้า สังคมของเราจะเป็นอย่างไร หากได้รัฐบาลที่นำโดยพรรคการเมืองหนึ่งกับอีกพรรคการเมืองหนึ่ง จะแตกต่างกันอย่างไร บรรดานักการเมืองเกจิอาจารย์กูรูผู้อาวุโส วิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันของการเมืองแบบ 3 ก๊กคือ 3 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย สีส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน ที่ต่อสู้กันว่าใครจะได้ที่หนึ่งและจะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร คาดคะเนกันว่าต้องมี 2 ใน 3 ไปตั้งรัฐบาลด้วยกัน และอีกหนึ่งถูกเตะไปเป็นฝ่ายค้าน การมองการเมืองเป็นสามก๊กเป็นการมองเพียงตัวเลขที่นั่ง สส. ดูความเป็นไปได้ว่าแต่ละพรรคจะได้ สส. เท่าไหร่ เป็นการประเมินแบบหยาบๆ แต่ตนขอชวนพี่น้องประชาชนพิจารณาให้ลึกซึ้งไปกว่านั้นถึงธาตุแท้คุณลักษณะว่าการเมืองของประเทศไทยตอนนี้ เป็นการประลองกำลังกันระหว่างการเมืองสองขั้ว ขั้วที่หนึ่งคือขั้วแห่งอดีต แบบเก่า แบบเดิม กับอีกขั้วหนึ่งคือขั้วแห่งอนาคต แบบใหม่ ดังนั้นไม่ใช่สามก๊กแต่เป็นเก่ากับใหม่ อดีตกับอนาคต

...



“ปิยะบุตร” เผยบ้านใหญ่ติดต่อมาเพียบ แต่ไม่อยากทำการเมืองแบบเดิม


นายปิยะบุตร กล่าวว่าการเมืองแบบอดีต ขับเคลื่อนด้วยการเมืองแบบบ้านใหญ่ คือครอบครัวหนึ่งลงสนามการเลือกตั้ง เมื่อได้รับการเลือกตั้งก็แผ่ขยายอิทธิพลไปผ่านเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ผ่านกลไกรัฐ ผ่านการสนับสนุนด้วยทรัพยากรต่างๆ เขาทำแบบนี้เพื่อสะสมกำลัง สส. เมื่อถึงเวลาก็จะไปเคาะประตูถามบรรดาหัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคที่เขาเอาบ้านใหญ่ไปสังกัด ว่าพี่ครับบ้านใหญ่ผมได้ สส. มาเท่านี้ แล้วพี่จะไม่ให้รัฐมนตรีผมอีกสักกระทรวงหรือ นานวันเข้าก็ข้ามไปหลายกระทรวง ดูแลกันไปมาจนขยายเป็นมุ้งที่สังกัดในพรรคการเมือง ใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะบริหารประเทศก็ไม่อิสระเพราะต้องเกรงใจมุ้งหรือบ้านใหญ่เหล่านี้


“วันที่ตนและธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คิดอ่านตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ก็มีบ้านใหญ่จำนวนไม่น้อยติดต่อมา แต่เราพูดตรงไปตรงมาว่าเราไม่ทำการเมืองแบบนี้แน่นอน เพราะถ้าทำแบบนี้หน้าตารัฐบาลก็จะเป็นแบบที่ท่านเห็นอยู่ แล้ววันข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่สามารถออกจากระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองได้เลย”


ขอโอกาสคนอุดรฯ แนะชวนคิด 30 ปีผ่านไป ยังมีรัฐมนตรีหน้าเดิม


นายปิยบุตร กล่าวว่าจึงไม่น่าแปลกใจ ตนเห็นหลายคนเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2539 จนวันนี้ปี 2569 ผ่านมาแล้ว 30 ปียังเป็นรัฐมนตรีกันอยู่ บางคนเก็บสถิติด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นมาแล้วเกือบทุกกระทรวง พี่น้องคิดว่าจะมีมนุษย์อัจฉริยะคนไหนที่เป็นรัฐมนตรีได้ทุกกระทรวงและเป็นได้ตลอดกาล นี่คือการเมืองแบบอดีต ดังนั้นถ้า 8 กุมภาพันธ์ บรรดาพรรคเดิมๆ ที่เคยเป็นรัฐบาล เขากลับมาตั้งรัฐบาลกันได้อีก ไม่เกิน 2 วินาทีพี่น้องตอบได้เลยว่าใครจะเป็นรัฐมนตรี ก็คือคนที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2562 2566 นั่นแหละ


“ขอโอกาสชาวอุดรธานีเปลี่ยนใจกันสักครั้ง ให้โอกาสพวกเราสักครั้ง เปลี่ยนอุดรธานีทั้งจังหวัดให้กลายเป็นสีส้ม เลือกผู้สมัครทั้ง 10 เขต 10 คนเข้าไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ครั้งนี้แบ่งใจไม่ได้ สูตรแบบครั้งที่แล้วที่บอกว่าเป็นข้าวต้มมัด รักพี่เสียดายน้องใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะปี 2566 ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาแกะข้าวต้มมัดออกจากกัน ห่อหนึ่งให้ไปเป็นรัฐบาล อีกห่อหนึ่งให้ไปเป็นฝ่ายค้าน” นายปิยะบุตร กล่าว


“เท้ง” ขายจุดยืน ปชน. ไม่กลับไปกลับมา 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มาเล่นๆ


ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกว่าชาวอุดรฯ มีความพร้อมที่จะกาเพื่อเปลี่ยน 8 กุมภาพันธ์นี้ เราเข้าคูหา 2 รอบ รอบแรกมีบัตร 2 ใบ กาพรรคส้มสองใบ เข้าคูหาครั้งที่สอง บัตรสีเหลือง กาเห็นชอบเพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ กกต. ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีกว่านี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2560 ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อเพื่อริเริ่มการถอดถอน กกต. ได้ ดังนั้นต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบองค์กรอิสระมากขึ้น


วันนี้พรรคประชาชนมีความพร้อม คือพร้อมเรื่องจุดยืน ความมั่นคงในอุดมการณ์ เราไม่กลับไปกลับมา ความเป็นผู้แทนราษฎรคือคุณต้องหลังตรง เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ที่มาที่ไปของเรามาจากประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ซับซ้อนความพร้อมอย่างที่สอง คือตอนนี้มีเพียงพรรคการเมืองเดียวในประเทศที่เปิดตัวทีมบริหารครบ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ตัวบุคคล แต่หมายถึงวิธีการทำงาน แบ่งเป็นทีมทำเนียบและทีมกระทรวง ทุกกระทรวงทำงานข้ามกันได้ ทลายระบบมุ้งและโควตาทางการเมืองที่นักการเมืองในอดีตเข้าไปแล้วก็แบ่งกระทรวงแบ่งงบประมาณเพื่อหาเงินทอนเอามาใช้ในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคประชาชนเราไม่ทำแบบนั้น ตอนนี้เราเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 40 กว่าคน ถ้าได้เป็นรัฐบาลมีมากกว่านี้แน่นอน


“8 ปีที่ผ่านมา พวกเราไม่ได้มาเล่นๆ เราเอาจริงทุกวันทุกวินาทีในการทำงานทั้งในสภา นอกสภา ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 4 วัน ขอให้ทุกคนช่วยกันบอกต่อ ตนทราบดีประชาชนบางส่วนยังรักและผูกพันกับพรรคการเมืองที่เคยโหวตให้ ตนเข้าใจดี ความรักความผูกพันห้ามกันไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสขอให้ช่วยกันชวนคุยใช้เวลากับคุณพ่อคุณแม่หรือคนที่ยังรักผูกพันอยู่ ว่าสิบปีที่ผ่านมาบรรดาพรรคการเมืองที่อยู่ในกระดาน ท่านเลือกมาแล้วทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนหรือไม่ ไม่เปลี่ยนเพราะทุจริตคอร์รัปชัน เพราะผลประโยชน์ซับซ้อน เพราะการพูดอย่างทำอย่าง หวังแค่จะได้เป็นรัฐบาล หวังแค่เข้าสภา”



ขอสัญญาจะเป็นนายกฯ ที่ทำเพื่อคนทุกกลุ่ม


นายณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า ตนให้คำมั่นสัญญา ว่าถ้าเรามี สส.อุดรธานีทั้ง 10 เขต เข้าไปโหวตให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงเวลาเมื่อเราเป็นรัฐบาลของประชาชน จะทำเพื่อประชาชนคนทุกกลุ่มทุกสี ไม่มีแบ่งขั้วแบ่งข้างแน่นอน ดังนั้น พวกตนขอโอกาสเพียงแค่ 4 ปีนี้ครั้งเดียว ไม่ว่าที่ผ่านมาคุณจะเคยรักใคร ชอบใคร ผูกพันกับใคร ครั้งนี้ถ้าไม่กาให้กับพรรคประชาชน ฝั่งอนุรักษนิยมเข้ามาแน่นอน ขอให้ทุกคนอย่าท้อถอย มุ่งหน้าสู่เส้นชัยไปด้วยกัน ครั้งนี้เส้นชัยอยู่ข้างหน้า อยู่ที่ปลายปากกาของเรา ช่วยกันส่งต่อพลังของประชาชน สร้างรัฐบาลประชาชน รัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคประชาชนสองใบและกาเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าให้กับลูกหลานชาวอุดร


“ทิม พิธา” บอก 8 ปีเมื่อไหร่ ก้าวไกลกลับมาครบทีม


ส่วนที่จังหวัดเชียงใหม่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, นายเดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านคุณภาพชีวิต และนางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ขึ้นกล่าวปราศรัยพร้อมผู้สมัคร สส. เขต จังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 10 เขต


นายพิธา กล่าวปราศรัยว่าไม่เคยมาเชียงใหม่ครั้งไหน ที่รู้สึกว่า เข้าใกล้เส้นชัยมากที่สุดเท่าครั้งนี้มาก่อน กลับมาเชียงใหม่ครั้งนี้ รู้สึกดีใจ และภูมิใจกับชาวเชียงใหม่ ที่ได้เพื่อน สส. ทั้ง 7 คน 7 เขตที่สู้กันมาตั้งแต่ก้าวไกล พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้แทนราษฎร ที่ผู้แทนราษฎรชาวเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี วันนี้ตนจะมาพูดแนะนำแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน พี่ชายของตน อาจารย์ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่พบกันครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2561 ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ ในบรรดาแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเท้ง ไหม และอาจารย์ต้น ตนสนิทกับอาจารย์ต้นมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะวัย และเป็นพ่อที่มีลูกสาวเหมือนกัน

นายพิธากล่าวต่อไปว่า แคนดิเดตนายกฯ ที่ใกล้กับพิธามากที่สุด คนนั้นคืออาจารย์ต้น ถ้าเท้งคือนายกฯ AI เพราะเก่งเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี ถ้านายกฯ ไหม คือนายกฯ Encyclopedia (สารานุกรม) ถามอะไรรู้หมดไปหมดเลยทุกเรื่อง อาจารย์ต้น นี่คือนายกฯ วิสัยทัศน์ นายกฯ Vision เป็นคนที่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ รู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็งของเราคืออะไร เมืองของเราคืออะไร ประเทศของเราคืออะไร แล้วสามารถไปเชื่อมกับโอกาส กับความท้าทายที่อยู่รอบนอกได้ นี่คือคนที่เข้าใจว่าวิสัยทัศน์คืออะไร แล้วคนที่คิดแบบนี้ได้ตลอดเวลาคืออาจารย์ต้น เราคิดเหมือนกัน ตรงกันในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญหรือว่าเรื่องอะไรก็ตาม


นายพิธากล่าวต่อไปว่า คราวที่แล้ว 4 แสน 6 หมื่นคะแนน ออกมาใช้สิทธิ์กันล้านหนึ่ง ได้เกือบครึ่ง ยังไม่สามารถที่จะไปถึงเส้นชัยได้ ชนะแล้วแต่ยังไม่ถึงเส้นชัย คราวนี้เอามาทำให้มันจบๆ ไป ทั้งชนะและถึงเส้นชัย


“คราวหน้า ตนกลับมา หากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลประชาชนได้ จะกลับมาช่วยหาเสียงให้รัฐบาลประชาชนเป็นสมัยที่ 2 ให้อยู่ครบ 8 ปี ถ้าครบ 8 ปีเมื่อไหร่ พิธากลับมา ชัยธวัชกลับมา ก้าวไกลกลับมาครบทีม เชิญรับฟังวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตพรรคประชาชน พี่ชายอันเป็นที่รัก ที่มี DNA คล้ายพิธามากที่สุดได้”


“วีระยุทธ” ชี้ สร้าง Disneyland เป็นโมเดลเศรษฐกิจเก่า เตรียมกินหัวคิว


ด้านนายวีระยุทธ กล่าวปราศรัยว่า มีใครจำวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ได้บ้างไหม มันคือวันที่กลุ่มอำนาจเก่าขโมยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายพิธาไป พวกเราไม่เคยลืม หลายคนท้อแท้ หมดหวัง โกรธเกรี้ยว ทำไมนักการเมืองเก่าถึงมีแต่ความเจ้าเล่ห์เพทุบายกันขนาดนี้ เล่นละคร หลอกกันไป หลอกกันมา สุดท้ายก็จับมือกันเหมือนเดิม แต่หลังจากนั้นไม่นาน เรามานั่งคุยกันในพรรค ปลอบใจกัน ถามกันเสียงดังๆ ว่า เราทุกคนมาทำงานการเมืองเพื่ออะไรกัน คำตอบชัดเจนมาก ทุกคนมีความฝันเดียวกัน คืออยากสร้างรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย


นายวีระยุทธ ยังกล่าวถึงการเป็นส่วนหนึ่งของโลก ว่า เชียงใหม่ปฏิเสธไม่ได้ เศรษฐกิจเชียงใหม่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว กับภาคบริการ แต่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกอย่างมียุทธศาสตร์กันอย่างไร ความพยายามลดแลกแจกแถมให้เกิดการลงทุน Disneyland เป็นตัวอย่างปัจจุบันที่ชัดเจน การคิดแต่การก่อสร้าง Disneyland เป็นวิธีคิดโมเดลเศรษฐกิจแบบเก่า เขาอยากทำโครงการใหญ่ๆ ซื้อที่เตรียมไว้แล้ว แล้วเดี๋ยวก็คงมีการกินหัวคิวกันอีก แต่จริงๆ แล้วเราสามารถวางยุทธศาสตร์ในการเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน Disney เพื่อให้ประโยชน์ตกกับคนไทยแบบกระจายตัวและยั่งยืนได้


หนุนเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของ Disney Supply Chains ยั่งยืนกว่า


นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่าจักรวาลธุรกิจ Disney นั้นหลากหลาย มีตั้งแต่ทำพิพิธภัณฑ์ คอนเทนต์ Disney+ ที่เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิง ลองนึกภาพว่า เราสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเชียงใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Disney Supply Chains คนเชียงใหม่ที่เก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ รัฐเข้าไปเจรจาเพื่อให้คนไทย คลัสเตอร์ไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการวาดกราฟิก ของการทำคอนเทนต์ ของการทำสตรีมมิง เชียงใหม่จะกลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส นักศึกษาที่เรียนจบที่นี่ก็มีโอกาสหางานทำได้ งานไม่ได้กระจุกอยู่ในเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างโครงการ ยุทธศาสตร์แบบนี้มันยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งของโลกมากกว่า


อย่าไปคิดถึงโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมๆ คิดถึงแต่การก่อสร้างอะไรใหญ่ๆ แต่ไม่รู้มูลค่าตกอยู่กับท้องถิ่นเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ คนเชียงใหม่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของ Disney แน่นอน เรามีกราฟิกเก่งๆ เรามีดีไซเนอร์เก่งๆ Art Toy ก็เป็นส่วนหนึ่ง ใครอยากออกแบบ Art Toy เราควรจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ นี่คือวิธีคิดของเรา เราไม่ปฏิเสธการเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของโลกแบบมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่ทำแบบเดิมๆ ที่ทำกันมาเป็น 30-40 ปี


ชี้เลือกตั้งครั้งนี้ตัดสินใจง่าย อย่าให้เรื่องโกงกินเป็นส่วนหนึ่งของไทย


“จริงๆ แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ คำถามมันง่ายมากเลย เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ตัดสินใจง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะทุกคนรู้ดีว่าการคอร์รัปชันมันรุนแรง ทำร้ายเศรษฐกิจไทยและคุณค่าของสังคมไทย แค่ไหน ถ้าคุณไม่เอาคอร์รัปชัน คุณคิดว่าคนที่เกี่ยวพันกับคอร์รัปชันทั้งการเมืองทั้งราชการ กลัวพรรคอะไรมากที่สุด หรือคุณจะยอมให้การโกงกินกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แล้วหาเหตุผลร้อยแปดประการมาอ้าง” นายวีระยุทธ กล่าว