“อภิสิทธิ์” พา “การดี-ผู้สมัคร สส. กทม.” นั่งคุยในสวน “ทิศทางประเทศไทย อยู่ที่คุณกำหนด” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง มีการพยายามแบ่งฝ่ายให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย ยุบสภาก็วนกลับมาแบบเดิม
วันที่ 4 ก.พ. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดกิจกรรมตั้งวงพูดคุยกับประชาชน หน้าตึก Park Silom ในหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย อยู่ที่คุณกำหนด” เป็นการนั่งพูดคุยบรรยากาศในสวน นั่งเก้าอี้แคมป์
นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเวที บอกว่า มาถึงโค้งสุดท้ายได้ยินสถานการณ์การเลือกตั้งช่วงที่ผ่านมา เหมือนมีการพยายามแบ่งฝ่ายให้ชัดเจน โดยวาดภาพให้อีกฝ่ายดูเป็นฝ่ายที่มีความเลวร้าย 4 ปี ยุบสภาก็มีการวนกลับมาตรงนี้แบบเดิม ประเทศอยู่ในอันตรายเพราะเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมาก และย้อนกลับไปประมาณ 20 กว่าปี ประเทศไทยถูกมองว่าโดดเด่นที่สุดในเรื่องของประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ แต่ตอนนี้ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว มีแต่คำถามในทางลบ ตนเองพยายามบอกว่า 8 ก.พ. ถือเป็นโอกาสที่จะฉุดประเทศออกจากภาวะแบบนี้ ซึ่งนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะฉุดประเทศออกจากสิ่งนี้ และนี่ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย
...
นายอภิสิทธิ์ ยังบอกว่า การท่องเที่ยวไทยปีที่ผ่านมา ชัดเจนที่สุดคือกรณีของนักท่องเที่ยวจีน พอไปคุยกับคนจีนได้รับคำตอบว่า มาประเทศไทยไม่ได้ เพราะไม่ปลอดภัย เพราะเขาย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ดาราจีนถูกลักพาตัวไปบริเวณชายแดน สุดท้ายแม้จะมีการช่วยออกมาก็มีความกดดันว่าประเทศไทยปล่อยให้สิ่งเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยได้อย่างไร
สำหรับตนเองกรุงเทพฯ ถือว่ามีความสำคัญเรื่องการเมือง เพราะกรุงเทพฯ มี สส. 33 เขต เพราะฉะนั้นคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกพรรคเป็นหลัก โอกาสที่จะไปทางเดียวกันมีอยู่เสมอ อาจจะแตกต่างจากหลายภาค ยกเว้นภาคใต้ที่เราหวังอยู่ขณะนี้ว่าจะมาแนวเดียวกันหมด กับอีกหลายภาคมีการแบ่งกันไป ไม่เพียงแต่ตัวเลข แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าประเทศไปทางไหน คำถามคือว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ สามารถทำสิ่งนี้ได้ วันนี้คนกรุงเทพฯ อยากจะบอกและอยากให้อะไรกับการเมืองไทยและประเทศไทย จึงอยากเสนอว่า “คนกรุงเทพฯ เป็นผู้นำได้หรือไม่ ในการสร้างทางรอดให้กับประเทศไทย”
เมื่อถามว่าทำไมกรุงเทพฯ ต้องประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า เพราะความสัมพันธ์เดิมยังมีอยู่และในการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ มีบางอย่างที่เป็นตัวแทนให้การต่อสู้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ธรรมาภิบาล การที่เราเคยมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจ แก้ปัญหาและวิกฤตต่างๆ เป็นพื้นฐานที่มีอยู่ ซึ่งไม่ได้หายไปไหน บางสถานการณ์อาจมีปัจจัยแทรกซ้อนบางสิ่งบางอย่าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื้อยังมีอยู่และทำให้มั่นใจได้
เมื่อถามถึงเรื่องประกันสังคม นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ช่วงที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้การบ้านกระทรวงแรงงานไว้ ตอนนั้นอยากให้สำนักงานประกันสังคมออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ พอกระทรวงแรงงานพยายามเสนอกลับมาไม่เป็นไปตามนั้น ก็ส่งให้เขากลับไปทำใหม่แต่ไม่ทัน ถ้าการบริหารจัดการไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายจะเกิดขึ้นได้ง่าย นอกจากนั้นช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีพยายามให้การคุ้มครองแรงงานครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่วันนั้นที่เราคิดถึงเรื่องนี้จากงบประมาณเพื่อจูงใจให้คนที่ไม่มีนายจ้างเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมและขยายขนาดของกองทุนและผู้เอาประกันตนได้เยอะพอสมควร ต่อมาโครงการเหล่านี้ค่อยๆ ลดหรือหายไป เรื่องประกันสังคมที่ผ่านมาดีมาก เพราะทำให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่คนไม่เคยคิดว่าจะมี ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เกิดการตื่นตัวว่ามันต้องเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีภาพว่าเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงคืออะไร ทั้งเรื่องการโปร่งใสและปราบปรามการทุจริต การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องไปไกลและลึกซึ้งกว่านั้นในหลายแง่มุม
ด้าน ดร.การดี อธิบายถึงเรื่องของนักอนาคตศาสตร์ที่ตนเองเคยทำมาในอดีต บอกว่า เป็นการทำความเข้าใจว่าชีวิตข้างหน้าจะมีฉากทัศน์อย่างไร ก่อนหน้านี้ตนเองทำวิจัยร่วมกับเพื่อนนักวิจัยต่างชาติเป็นเรื่องของอนาคตของกรุงเทพฯ ซึ่งกรุงเทพฯ สามารถเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีในภูมิภาคได้ สามารถเป็นที่ที่ผู้คนหลากหลายความคิด หลากหลายเชื้อชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้ และสร้างมูลค่าร่วมกันได้ สามารถเป็นสถานที่ที่พวกเราสามารถเติบโตและเกษียณไปได้ จนเป็นประเทศที่ชาญฉลาด ซึ่งสิ่งที่ได้เก็บข้อมูลสามารถพาเราไปในฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ทั้งสิ้น ซึ่งบ้านเราสามารถเป็นสิ่งที่ดีได้ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ตนเองตัดสินใจมาร่วมทำงานการเมืองกับนายอภิสิทธิ์ เพราะตนเองเชื่อว่าถ้าเราจะพัฒนาประเทศ หากมองแต่ประโยชน์ของตนเอง พวกพ้องและครอบครัว เราจะไม่ไปไหน และที่มาที่นี่เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่พยายามขับเคลื่อนจะพาเมืองของเราและกรุงเทพฯ ไปสู่อนาคตที่ดีได้
ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์