“พริษฐ์” นำทีม ปชน. เดินขบวนรณรงค์กาเห็นชอบประชามติ ยันเคยเสนอทางออกให้ กกต. แล้วแต่ไม่สนใจ รับตกใจหลัง เลขา กกต. บอกหากไม่มั่นใจ อย่าไปใช้สิทธิ์ แนะต้องรู้ตัวได้แล้ว หลังมีวลี “อย่ามาแหวง”


เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 ก.พ. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นำทีมบริหารของพรรคประชาชน อาทิ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นางเพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้านกฎหมาย และ นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 6 พรรคประชาชน ร่วมรณรงค์ออกเสียงเห็นชอบประชามติกับกลุ่ม iLaw และเครือข่ายประชาชน ซึ่งมีการเดินเท้ารณรงค์ตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปจนถึงหอศิลป์กรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร


โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์ประชามติ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือก สส. พร้อมกับการทำประชามติ จากการที่ตนได้มีโอกาสรณรงค์คู่ขนานกันทั้งสองเรื่อง จะสังเกตเห็นว่าสังคมมีการตื่นตัว การทำประชามติมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางพรรคพยายามที่จะสื่อสารเพราะเห็นว่าระบบการเมืองในปัจจุบันนั้นยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน จึงควรที่จะริเริ่มจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การออกแบบการเมืองให้ดีขึ้น


เมื่อถามว่าความตื่นตัวของประชาชนต่อการทำประชามติ ประชาชนทราบแล้วหรือไม่ว่าต้องยืนยันตน 2 ครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอฝากไปถึงประชาชนคนไหนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เข้าคูหารอบเดียวจะมีบัตร 3 ใบ ครั้งแรกรับบัตร 2 ใบ เพื่อเลือก สส.และพรรคการเมือง ครั้งที่ 2 รับใบสีเหลืองเพื่อลงประชามติ ขอให้ประชาชนที่เตรียมตัวไปใช้สิทธิ์ อย่าลืมใช้สิทธิ์ทั้ง 3 ใบให้ครบ ส่วนประชาชนกลุ่มไหน ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้ามาแล้ว ตนขอเตือนว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ประชามติเช่นเดียวกัน แต่ก็เข้าใจว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ทัน ก็ขอให้ประชาชนกลับไปที่ภูมิลำเนาเพื่อรักษาสิทธิ์

...


เมื่อถามว่า คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ยกคำร้อง กรณีนักวิชาการขอให้ศาลพิจารณาหลัง กกต. เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามติ นอกเขตเพียงแค่ 3 วัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการยุบสภา ตอนนั้นที่ตนเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้พยายามยื่นข้อเสนอให้ กกต. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการลงทะเบียนทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า และสามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าไปพร้อมกันเลยทางไปรษณีย์ ในวันที่ 1 ก.พ. โดยทางกรรมาธิการ พยายามยื่นข้อเสนอเหล่านี้ไปแล้ว ให้กับ กกต. เพื่อให้คำนึงถึงสิทธิ์ของประชาชนมากที่สุดตามกฎหมายแต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ กกต. ไม่ได้ตอบสนองข้อเสนอเราในวันนั้น จนนำมาสู่ความยุ่งยาก


ตกใจหลัง เลขา กกต. บอกหากไม่มั่นใจ อย่าไปใช้สิทธิ์


นายพริษฐ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุว่าจะทำหน้าที่รณรงค์การจัดทำประชามติ ว่า ที่ผ่านมาเราเห็นหลายปัญหามากในการทำหน้าที่ของ กกต. เพราะ กกต. มีหน้าที่หลักคือการคุ้มครองและอำนวยการใช้สิทธิ์เลือกตั้งและการออกเสียงประชามติของประชาชน แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาการลงทะเบียนกระชั้นชิด มีหลายปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งตนรู้สึกตกใจ ที่เมื่อเช้า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า “หากประชาชนไม่มั่นใจในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นคำพูดที่น่าตกใจสำหรับคนที่มีหน้าที่หลักในการรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในทางกลับกันหากประชาชนไม่มั่นใจใน กกต. ชุดนี้ยิ่งต้องออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และกาเห็นชอบในการทำประชามติ เพื่อให้เรามีกลไกในการปฏิรูป กกต. ให้มี กกต. ที่ทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนให้ดีกว่านี้


เมื่อถามว่า กกต. ต้องวางตัวเป็นกลาง แต่การพูดลักษณะนี้ เป็นการขัดขวางการลงประชามติด้วยตัว กกต. เองหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นคำพูดที่ไม่ควรได้ยิน จากผู้บริหารที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี2540 และ 2550 หากประชาชนเห็นว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สามารถเข้าชื่อเพื่อถอนออกได้ ตอนนี้เราเห็นปรากฏการณ์การแชร์โพสต์ของ iLaw กว่า 1 ล้านครั้ง ซึ่งหากเราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ เปลี่ยนจาก 1 ล้าน แชร์เป็น 1 ล้าน รายชื่อจะสามารถถอดถอน กกต. ได้กว่า 50 ครั้ง สะท้อนถึงความโกรธของคนจำนวนมาก ต่อการทำหน้าที่ของ กกต. หากเราอยากเห็นการทำงานของ กกต. ที่ดีขึ้น ยิ่งต้องการเห็นชอบ เพื่อเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้องค์กรอิสระ เป็นอิสระจากประชาชน มีช่องทางให้ตรวจสอบ


ขอ กกต. รับผิดชอบเรื่องคุ้มครองสิทธิ์เลือกตั้งประชาชนเยอะๆ


ส่วนที่นายแสวงให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 จะไม่ผิดพลาดเหมือนกับการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะไม่มีการจ่าหน้าซองแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปแล้วสร้างความเสียหายไปแล้ว หวังว่า กกต.จะทำงานเชิงรุก ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว สำหรับวันที่ 8 ก.พ.69 กกต.ต้องทำหน้าที่เต็มที่ และอยากเชิญชวนประชาชนมาตรวจสอบการทำงานของ กกต. เริ่มต้นจากกรณีที่มี WeWatch ร่วมมือกับทราฟฟี่ฟองดูว์ เป็นช่องทางร้องเรียนสำหรับประชาชน หากเห็นปัญหาความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง


นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า กกต. มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองสิทธิ์และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ไปเลือกตั้ง จึงขอให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบตรงนี้เยอะๆ เพราะวันเลือกตั้งเป็นวันที่อำนาจของประชาชนอยู่ในจุดที่สูงที่สุด เป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ ไม่อยากให้สิทธิ์หนึ่งเสียงของใครสูญเสียไป เพราะการปฏิบัติหน้าที่ที่บกพร่องของ กกต.


เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต. มีมติส่งศาลฎีกาถอดถอน 28 ผู้สมัคร สส. เนื่องจากตรวจสอบพบว่าอยู่ระหว่างอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุการณ์ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งหัวหน้าพรรคจะต้องรับผิดชอบในกรณีนี้ด้วย นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นทั้ง 28 รายชื่อ เชื่อว่าทีมกฎหมายของพรรค พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เชื่อมั่นว่าทุกสิ่งที่เราดำเนินการมาเป็นไปตามกรอบตามกฎหมาย หากมีอะไรที่ติดขัดเราก็พร้อมรับมือ


แนะ “แสวง” ต้องรู้ตัวได้แล้ว หลังมีวลี “อย่ามาแหวง”


ส่วนกรณีที่โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. จนมีคำว่า “อย่ามาแหวง” นายพริษฐ์ มองว่า เป็นความโกรธของประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหน้า ขอให้ประชาชนทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด ประชาชนที่อยากเห็นการปฏิรูปการทำงาน กกต. ครั้งใหญ่มีที่มาของ กกต. ที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ 8 ก.พ. 69 ขอให้ไปกาเห็นชอบเพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้ประชาชนใช้คำว่า “อย่ามาแหวง” แทนคำว่าอย่ามาแถ หรืออย่ามาแก้ตัว นายพริษฐ์ ระบุว่า ถ้าตนเป็นนายแสวง คงจะต้องรู้ตัวแล้ว คงต้องปรับปรุงการทำงาน