เลขาฯ กกต. สั่งสอบสวนทุกเบาะแสซื้อเสียง จ่อเชิญ “ซีเค เจิง” ให้ข้อมูลแม้ไม่ระบุพรรค เผย เรื่องซื้อเสียงมีคำร้องไม่ถึง 10% ส่วนปมเงิน 250 ล้าน ผู้เบิกเงินทำธุรกิจอย่างอื่น กำลังตรวจสอบเพิ่ม
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นายซีเค เจิง (CK Cheong) นักธุรกิจลูกครึ่งไทย-จีน (มาเก๊า) CEO ของแพลตฟอร์ม Fastwork โพสต์ข้อความในเชิงบอกเล่าว่าคุณยายของตนเองรับเงินซื้อเสียงจากพรรคการเมืองหนึ่ง ก่อนที่จะลบไป นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งผ่านรายงานกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ช่วงเช้าวันนี้ว่า เรื่องของนายซีเค ไม่ได้ตั้งใจไปตรวจสอบ เขาบอกว่ามีพรรคการเมืองซื้อเสียง เราอยากรู้ว่าพรรคไหนซื้อเสียง ประเด็นอยู่ตรงนี้ แต่เขาจะพูดจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงต้องเรียกมาถาม เพราะพรรคการเมืองซื้อเสียงไม่ได้ ชาวบ้านรับเงินไม่ได้ แสดงว่าเขารู้ เพราะทำเครื่องหมายปิดชื่อพรรคไว้ ซึ่งถ้ามีข้อเท็จจริงพรรคการเมืองก็ต้องรับผิดชอบ เพราะผิดกฎหมาย ถ้าเกิดบอกว่าไม่จริง ก็ต้องดูว่าเขาต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ในกฎหมายว่าใส่ความเท็จหรือเปล่า ก็อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ได้ ต้องขอให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน
ต่อมาเวลา 13.30 น. นายแสวง ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงาน กกต. กรณีที่มีการโพสต์ข้อมูลแจ้งเบาะแสการซื้อเสียงเลือกตั้งในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ว่า ต้องอธิบายในหลักการก่อน ใครที่ให้ข้อมูลถึงความผิดพลาดของ กกต. หรือใครที่ให้ข้อมูลถึงการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เราเรียกมาสอบสวนทั้งหมด ทุกเหตุการณ์จะเรียกมาสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาบริหารจัดการ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม หรือไม่ใส่ร้ายกัน ซึ่งจากข้อความของนายซีเค ระบุว่ามีพรรคการเมืองซื้อเสียง พรรคการเมืองจะซื้อเสียงไม่ได้ ต้องมาดูว่าพรรคการเมืองซื้อเสียงจริงหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาเหมือนกัน ถึงจะไม่ระบุพรรคเรามีหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการเรียกมาสอบสวน
...
“วันนี้มีคำร้องเข้ามา 90 เรื่อง มีการร้องในเรื่องของการโพสต์ใส่ร้ายกว่า 80% แต่ซื้อเสียงไม่ถึง 10% ซึ่งช่วงนี้ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งอีก 3-4 วันเป็นช่วงเฝ้าระวัง ส่วนความคืบหน้าคดีการจับหัวคะแนนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ตอนนี้ กกต.สุราษฎร์ฯ ได้เข้าไปทำงานเชิงรุกเพื่อดูว่ามีการจัดเตรียมอะไรหรือไม่ เบื้องต้น ได้ตั้งสำนวนเป็นความปรากฏ รายละเอียดก็ต้องมาดูว่าจะปรากฏขึ้นมายังไง”
เลขาธิการ กกต. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนเรื่องการเบิกเงิน 250 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบมูลเหตุ จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า ผู้เบิกเงินทำธุรกิจอย่างอื่น ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องตรวจสอบว่ามีเหตุที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ ก่อนที่จะไปกล่าวหาใคร ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย.