เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการเลือกตั้งในโค้งสุดท้ายที่กำลังเข้มข้น ขออนุญาตหยิบยกบทความที่มีมุมมองแหลมคมจากคุณหมอ ดร.ชวลิต เลิศบุศยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ได้นำเรื่อง “มะเร็ง” มาเปรียบเทียบกับ “ความรักชาติ” ไว้อย่างเห็นภาพ โดยมีตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์มาช่วยประกอบการตัดสินใจ ก่อนที่พวกเราจะไปหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

ในวันที่นักการเมืองพยายามแยกคนในชาติออกเป็นสองฝ่าย ระหว่าง “ฝ่ายรักชาติ” กับ “ฝ่ายไม่รักชาติ” คุณหมอชวลิตตั้งข้อสังเกตว่า ในทางการแพทย์เวลาคนไข้เดินเข้ามาปรึกษา สิ่งแรกที่หมอต้องหาให้เจอคือ “ตัวชี้วัด” เราวัดความร้ายแรงของมะเร็งกันที่ ระยะ (Stage) ว่าลามไปถึงไหน และวัดที่ เกรด (Grade) เพื่อดูความเกรี้ยวกราดของเซลล์

แต่เมื่อหันมามองเรื่อง “ความรักชาติ” เราจะเอาอะไรมาวัด? ในเมื่อมันไม่มีปรอทวัดไข้หรือเครื่องสแกนที่บอกว่าคุณรักชาติระยะที่ 4 หรือคุณรักชาติเกรด A ความรักชาติจึงกลายเป็นนามธรรมที่จับต้องได้ยาก

คุณหมอจึงลองถอดรหัสพฤติกรรมของ “เซลล์มะเร็ง” ซึ่งมีธรรมชาติคือการ “คอร์รัปชัน” ทรัพยากรของร่างกาย แย่งอาหารและเลือดไปเลี้ยงแต่พวกพ้องของตัวเอง โดยไม่สนว่าเจ้าของร่างกายจะเป็นอย่างไร หากเราไม่กำจัดเซลล์เหล่านี้ ร่างกายย่อมเดินหน้าไปสู่ความตายในที่สุด ดังนั้น การวัดความรักชาติที่แท้จริงจึงอาจวัดได้จากการทำตัวให้ “ตรงข้าม” กับพฤติกรรมของมะเร็งผ่าน 5 มิติสำคัญ ดังนี้

1. ภูมิคุ้มกันต่อการโกง (Civic Duty & Integrity)

เซลล์ที่ดีต้องเคารพกติกา ไม่รุกล้ำพื้นที่ของผู้อื่น นี่คือพื้นฐานของการเคารพกฎหมายและการทำหน้าที่พลเมือง แต่สิ่งที่ลึกไปกว่านั้นคือ “ความซื่อสัตย์” ถ้าร่างกายแข็งแรง เม็ดเลือดขาวต้องทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม คนรักชาติก็เช่นกัน ต้องมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่ชื่อว่า “คอร์รัปชัน” ไม่ว่าจะมาในรูปแบบสินบนเล็กน้อยหรืออภิมหาโปรเจกต์ หากเราเพิกเฉยก็เท่ากับปล่อยให้เซลล์ร้ายแบ่งตัวกัดกินชาติไปเรื่อยๆ

...

2. ความรับผิดชอบในหน้าที่ (Professional Integrity)

การรักชาติที่จับต้องได้ที่สุดคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ หากคุณเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ ต้องใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่เบียดบังเข้ากระเป๋าตัวเอง พฤติกรรมที่ดูดซับทรัพยากรส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัวหรือพวกพ้องโดยมีข้ออ้างบังหน้านั้น คือนิสัยของ “มะเร็ง” อย่างชัดเจนที่สุด

3. หัวใจสาธารณะ (Public Mind)

มะเร็งจะกอบโกยทุกอย่างไปที่ก้อนเนื้อของมันเพียงจุดเดียว แต่คนรักชาติจะคิดถึงการกระจายและแบ่งปัน เปรียบเสมือนระบบไหลเวียนโลหิตที่ส่งเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไปพร้อมกัน 

4. ความกล้าหาญในการวินิจฉัย (Constructive Criticism)

หลายคนเข้าใจผิดว่ารักชาติคือการ “อวย” หรือห้ามพูดเรื่องไม่ดี แต่ในทางการแพทย์ หากร่างกายมีเนื้องอก เราต้องกล้าบอกความจริงและกล้า “วินิจฉัย” ตามหลักฐานที่มี เพื่อนำไปสู่การรักษา พลเมืองที่รักชาติจึงต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ถูกต้องและกล้าตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล เพื่อแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินเยียวยา

5. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Adaptability)

ร่างกายที่แข็งแรงต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ชาติก็เช่นกัน ประเทศเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่มีคนเจเนอเรชันไหนยึดครองร่างกายได้ตลอดไป เซลล์ใหม่ย่อมเติบโตแทนที่เซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพ ประชาชนต้องรู้เท่าทันความเสี่ยงและมีแรงบันดาลใจที่จะลดละพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดเนื้อร้ายในอนาคต

บทสรุปจากมุมมองหมอมะเร็ง

เราไม่อาจพูดได้เต็มปากว่ารักร่างกาย หากเรายังป้อนอาหารให้เซลล์มะเร็งด้วยพฤติกรรมเสี่ยง เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจพูดได้ว่ารักชาติ หากเรายังยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบคอร์รัปชัน ความรักชาติไม่ใช่แค่น้ำลายที่พ่นออกมาตอนต้องการคะแนนเสียง แต่มันวัดกันที่ “การกระทำ” ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

“ความรักชาติ” วัดกันที่ใจที่สะอาด และมือที่ไม่พายเรือให้โจรนั่ง เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นมะเร็งกายหรือมะเร็งสังคม วัคซีนที่ดีที่สุด... เริ่มต้นที่ตัวเราเอง

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เนื้อร้ายชิ้นใหญ่ที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ จะถูกตัดออกหรือจะได้รับบำรุงต่อไป คำตอบอยู่ในมือของพวกเราทุกคน

บทความของคุณหมอชวลิตชิ้นนี้ สนุก และมีสาระ โดยเฉพาะกับคนที่กำลังจะเป็นมะเร็ง...เป็นอยู่ และ/หรือ ตัดเนื้อร้ายนั้นออกไปแล้ว ส่วนเนื้อร้ายชิ้นใหญ่สุดที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ ต้องรอคำตอบวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้