“อภิสิทธิ์” ปลุกคนตรังล้มล้างทุนเทา เดินหน้าการเมืองสุจริต ชู “ชวน” ต้นแบบสู้ธุรกิจการเมือง ด้าน “จุรี” ย้ำหน้าที่ “คนตรัง” ต้องรักษาเมืองหลวงประชาธิปัตย์ อย่าให้ใครตีแตกอีก


วันที่ 3 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาที่ตลาดย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง หาเสียงช่วย นายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 2 นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 3 เบอร์ 5 โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ขอบคุณที่มาต้อนรับกันล้นหลาม เพราะประชาชนอาจอึดอัดกับการเมือง ที่บางพรรคการเมืองมีทุน มีผลประโยชน์ และมีอำนาจยึดเป็นเรื่องใหญ่ ตนยังย้ำถึงอันตรายของธุรกิจการเมือง เพราะทุนเทา ได้เงินมาจากการทุจริตคอรัปชั่น และเงินผิดกฎหมาย และครั้งนี้สังคมต่างสงสัยกันมากว่า ทุนเทากำลังจะมาครอบงำการเมือง เพราะช่วงที่ตนกลับเข้ามาการเมืองใหม่ๆ เขาบอกว่ามันมีตัวเลขน่ากลัวมาก เวลาย้ายพรรคเขาบอกว่ามีตัวเลข 30, 50, 70 ซึ่งไม่ใช่ 30, 50, หรือ 70 บาท แต่เขาพูดกัน 30, 50, 70 ล้านบาท ลองนึกภาพดู ถ้า สส.1 คนมีราคา 50 ล้านบาท สส. 400 คน เฉพาะพรรคเดียว ถ้า 2 พรรค 3 พรรค เขาไปเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินที่ผิดกฎหมาย หรือเงินที่โกงกินไปจากพี่น้องประชาชน เราจะทนต่อไปหรือไม่ต้องทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องช่วยกันเพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นการเมืองเพื่อพี่น้องทุกคน

...


ชู “ชวน” ต้นแบบสู้ธุรกิจการเมือง ถูกเหน็บ แผ่นเสียงตกร่อง


ต่อมาเวลา 14.30 น. คณะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางมาที่ตลาดศรีอุบล อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เพื่อช่วย น.ส.ดวงฤทัย บัวแก้ว ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 2 เบอร์ 1 หาเสียงโดยนายอภิสิทธิ์ นั่งรถตุ๊กๆ หัวกบสีเขียวสัญลักษณ์ของเมืองตรัง มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค เป็นคนขับรถ สร้างความสนใจและสีสันให้ชาวบ้านที่มารอรับ ต่างพากันรุมมอบดอกไม้และให้กำลังใจ ผูกผ้าขาวม้าให้จำนวนมาก


นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยย่อยที่หน้าตลาดตอนหนึ่งว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คนที่ต่อสู้เรื่องนี้การซื้อเสียงด้วยธุรกิจการเมืองคือ นายชวน หลีกภัย หลายครั้งนายชวนถูกกระแนะกระแหน ว่าเป็นแผ่นเสียงตกร่อง แต่ท่านเป็นผู้ที่เตือนมานานถึงความอันตรายเรื่องธุรกิจการเมืองว่าเป็นเรื่องที่อันตรายจริงๆ ก่อนการยุบสภาเล็กน้อย องค์กรธุรกิจชั้นนำทั้งหมด อย่างสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า มายื่นหนังสือบอกว่า ต่อไปนี้เราจะต้องไม่ทนการคอรัปชั่นต่อไป เพราะธุรกิจเดินหน้าไม่ได้ หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตน้อยมาก ทำมาค้าขายกันด้วยความยากลำบากมาโดยตลอด เราอยู่กันแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องกลับไปสู่การทำการเมืองให้สุจริต มีมืออาชีพมาบริหารฟื้นเศรษฐกิจให้โตด้วยตัวเอง และครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน จึงต้องขอแรงให้พี่น้องประชาชนช่วยกันทุกคน จากนั้น นายอภิสิทธิ์ และคณะเดินทางต่อไปปราศรัยที่จังหวัดพัทลุงและจะย้อนกลับมาขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่จังหวัดตรังในช่วงค่ำ


ลั่น ขอเปลี่ยน “พัทลุง” จากเมืองมรดกโลก สู่เศรษฐกิจสีเขียว


ต่อมาเวลา 16.30 น. นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสาธารณะเทศบาลเมือง จังหวัดพัทลุง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า พัทลุงมีต้นทุนทางสังคมและธรรมชาติที่ล้ำค่า ไม่ใช่ภาพจำแบบเดิมๆ แต่คือเมืองที่มีมรดกโลกและเศรษฐกิจที่ทันสมัย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์โลกในปัจจุบัน พัทลุงมีพื้นที่ลุ่มน้ำและธรรมชาติที่งดงาม หน้าที่ของเราคือการรักษาและนำมาสร้างรายได้โดยไม่ทำลายให้เสื่อมโทรมเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของพี่น้องชาวพัทลุง


“การทำงานด้านท่องเที่ยวในอดีต ทำได้เพียงการจัดกิจกรรมชั่วคราว พร้อมเสนอแนวทางใหม่โดยการ คืนอำนาจให้ท้องถิ่น เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจจุดเด่นและจุดอ่อนของตนเองมากที่สุด เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวแทนการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสาร เพื่อผลักดันให้จังหวัดรองอย่างพัทลุง กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกเคียงคู่กับเชียงใหม่ หรือภูเก็ต ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเน้นย้ำว่า นโยบายทั้งหมดจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการมี “การเมืองที่สุจริต” เพราะหากนักการเมืองมุ่งแต่ผลประโยชน์จากงบประมาณ โครงการต่างๆ ก็จะไม่ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง จึงต้องขอโอกาสพี่น้องชาวพัทลุงให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นรัฐบาล เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโต ควบคู่ไปกับความมั่นคงของชีวิตประชาชนและการเมืองที่ใสสะอาด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว


“จุรี” ย้ำหน้าที่ “คนตรัง” ต้องรักษาเมืองหลวงประชาธิปัตย์


ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ นำพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา, นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลภาคใต้ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคเปิดปราศรัยใหญ่ ที่หน้าศาลากลางเก่าจังหวัดตรัง ชู “คนตรัง ไม่ทน ทุนเทา” มีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่กว่าหมื่นคน


โดยนายจุรี กล่าวปราศรัยท่ามกลางประชาชนนับหมื่นคนที่มาให้กำลังใจและฟังการปราศรัย ว่า ตรังคือเมืองหลวงของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนี้ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้เมืองหลวงประชาธิปัตย์แตก พี่น้องต้องช่วยปกป้องยุทธภูมิแห่งนี้ไว้ อย่าให้ใครมาชิงไปได้ เพราะพรรคนี้คือสมบัติของพ่อเฒ่า(ปู่หรือทวด) ถ้าเป็นสวนยาง สวนปาล์ม เอาไปได้ แต่นี่คือพรรคของพ่อเฒ่าที่ท่านสืบทอดเจตนารมณ์มา เลือกตั้งครั้งนี้พรรคมีนโยบายเบี้ยคนชราถ้วนหน้าเดือนละ 1,000 บาท และมีนโยบายที่กระตุ้นให้ประชากรเพิ่มขึ้น เมื่อคลอดบุตร รัฐบาลมีเงินสนับสนุน ใบเกิดเอาไปแลกเป็นเบี้ยได้ 5,000 บาท หลังจากแม่คลอดบุตรแล้วยังได้รับอีกเดือนละ 5,000 ทุกเดือนจนครบ 65,000 บาท และยังมีนโยบายดูแลสวัสดิการชีวิตอีกมากมายที่จะดูแลชีวิตประชาชนทุกคน


“แต่สิ่งที่พูดมาทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าท้ายที่สุด พี่น้องถูกใบ 1,000 กลบไม่ออกมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ พี่น้องที่ใส่แมส ใส่หมวก ใส่แว่นตาดำไปรับมาแล้วคนละ 1,000 ใช่หรือไม่ ฉันสงสัยว่าเบี้ย 1,000 ที่ไปรับมา มันซื้อข้าวสารใส่หม้อได้กี่วัน มันเสียค่ากับข้าว ค่าหวยได้ แต่มันจะได้สักกี่วัน แต่ฉันมองตาเธอแล้วคิดว่ามันซื้อจิตวิญญาณเธอไม่ได้ พี่น้องอย่าให้การเลือกตั้งมันเป็นการประมูล แล้วจะอยู่กันอย่างไรในอนาคต ถ้าคนมีเงินมากที่สุดสามารถซื้ออะไรได้ทุกอย่าง แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไปทำอะไรไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่จะจัดการนักการเมืองได้คือพี่น้องเอง กินเหยื่อไม่กินเบ็ด พี่น้องต้องช่วยกัน ใครมีพี่น้องอยู่เขตไหนช่วยบอกให้เลือกประชาธิปัตย์ ทั้งพรรคทั้งคนให้ได้ สส.ทั้ง 4 เขตของจ.ตรัง อย่าให้ระบบประมูลซื้อขายคนได้ผล ขอให้เสียงนี้สะเทือนไปทั้งประเทศไทย ว่าพี่น้องรับเงินคนซื้อเสียงได้แต่อย่าไปเลือกมัน ให้เลือกสีฟ้าพรรคประชาธิปัตย์เอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองสุจริตในสภาฯ พร้อมนายชวน หลีกภัย ขอให้ยึดเมืองหลวงของประชาธิปัตย์ในจังหวัดตรังทั้ง 4 เขตกลับมาให้ได้” นายจุรี กล่าว

จวก ภท.  เหน็บ ปชป. ชูปม ”สมบัติผู้เฒ่า“  จะรอดู ตอนเป็นผู้เฒ่า จะเหลืออะไร 

ต่อมาเวลา 19.00 น. นายอภิสิทธิ์  ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ “ชาวตรัง..ใจเดียว: ฟ้าทั้งใจ ฟ้าทั้งใต้” ที่สนามหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ตนกลับมา มีภารกิจที่หนักหน่วงในการฟื้นฟูพรรค เพราะประชาชนทนการเมือง และบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่ไหวแล้ว ตนโชคดีที่การฟื้นฟูพรรคมีผู้อาวุโสที่หนักแน่นอยู่กับพรรคโดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคและผู้ที่เคยทำงานกับตน ก็กลับมาทำงานกับตน ยึดมั่นอุดมการณ์และหลักการความซื่อสัตย์ของพรรคต้องไม่เปลี่ยน แม้โลกจะเปลี่ยนไป พรรคประชาธิปัตย์ สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนประชาชนคนใต้บอกว่าเป็น “สมบัติของพ่อเฒ่า” จนถูกพรรคฝ่ายตรงข้ามกระแนะกระแหนว่า พูดถึงแต่เรื่องเก่า ซึ่งอาจจะยังไม่เข้าใจว่า สมบัติของพ่อเฒ่า ถ้าไม่มีค่า ก็ไม่มีใครเก็บไว้ และตนจะดูรอว่า พรรคฝ่ายตรงข้ามเมื่อเป็นผู้เฒ่าแล้ว จะเหลืออะไรหรือไม่



“ชวน” ย้อนเล่า ปชป.ยุคตกต่ำ ได้ “มาร์ค” มาช่วยฟื้นพรรค


จากนั้นเวลา 20.30 น. นายชวน หลีกภัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ ปราศรัยบนเวทีที่จ.ตรังตอนหนึ่งว่า มีเรื่องที่ตนต้องเล่าให้ฟังในฐานะเป็นเจ้าของพรรคคนหนึ่ง ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์มีความขัดแย้งรุนแรง ตอนลงมติโหวตนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ มีการฝืนมติพรรค มี สส. 19 คนลงคะแนนสนับสนุนให้นายเศรษฐา ทั้งที่มติพรรคไม่สนับสนุน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสื่อมเสีย ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค และได้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคตกต่ำของพรรคจนมีแกนนำพรรคหลายคนลาออก เหลือแต่ตน แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงคือ นายเฉลิมชัย ลาออก จึงเป็นที่มาที่นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค และแกนนำที่ลาออกไปได้กลับมา


“ตอนนี้นายอภิสิทธิ์กลับมา ทำให้ยกระดับจากพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง จากที่ผู้บริหารยุคก่อนมีวัตถุประสงค์จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นเหมือนพรรคชาติไทย เป็นพรรคครอบครัว ได้ สส. ไม่กี่คน แต่หัวหน้าพรรคร่วมเป็นรัฐมนตรีทุกครั้ง แต่ตอนนี้ยกระดับแล้ว ผมมองว่า นายอภิสิทธิ์เหมาะสมจะเป็นผู้นำ ขอให้ประชาชนช่วยทำตามที่ขอร้อง เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และขอสนับสนุนผู้สมัคร สส.เขต” นายชวน กล่าว


ซัดมีบางพรรค ใช้ท้องถิ่น-อสม. เป็นเครื่องมือซื้อเสียง


นายชวน กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเงินออกมาแล้วเริ่มที่ 500 บาท ตนจึงไปเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ไม่เจอ พบแต่นายอำเภอ และผู้กำกับ เพื่อขอร้องให้ช่วยตรวจสอบและปรามผู้ซื้อเสียง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ทำให้ข้าราชการกลัวไม่กล้าทำอะไร แต่ตนขอชื่นชม พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ที่กล้าเตือนว่า ข้าราชการอย่าเป็นเครื่องมือคนซื้อเสียง นอกจากนั้น ตนได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย แม้รู้ว่าเป็นคนของนายอนุทิน แต่พ่อของปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นคน จ.ตรัง ตนจึงเขียนหนังสือด้วยความเป็นกัลยาณมิตร แจ้งถึงพฤติกรรมการเมืองของบางพรรค ที่ซื้อเสียงจนระบาดถึง จ.ตรัง โดยขอปลัดกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนภารกิจเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม

เพราะขณะนี้มีบางพรรคใช้ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ซื้อเสียง มีคนบอกว่าไม่อยากทำ แต่จะถูกมองเป็นหมาหัวเน่า ตนเห็นใจจึงทำหนังสือปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของ อสม.


“เขาใช้ อสม. 1 คน คุม 25 ครอบครัว เขาจะให้เงินไว้ 25,000 บาท เพื่อจ่ายให้ครอบครัวละ 1,000 บาท และจะให้รางวัล อสม. อีก 10,000 บาท รวมถึงเงินรางวัลอีก 200 บาท ทำให้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง ผมจึงทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ป้องปราบและเพื่อรักษาองค์กรนี้ไว้ ให้เป็นที่เชื่อถือของสังคมต่อไป อย่าตกเป็นเครื่องมือของบางพรรค เช่นเดียวกัน พี่น้องชาวตรังอย่าให้ใครเอาเงินมาซื้อเรา มาดูถูกศักดิ์ศรีของเรา” นายชวน กล่าว


ย้ำชาวใต้-คนตรัง ทวงคืนศักดิ์ศรี


นายชวนกล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์สร้างนักการเมืองหลายคน ทั้งนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส.ตรัง และลูกสาวของนายสมชาย ทีแรกตนไม่อยากพูดอะไร แต่เมื่อเห็นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เอาเสื้อพรรคมาให้นายสมชายใส่ ต่อหน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีการเกรงใจ แล้วยังมาพูดจาใส่ร้ายป้ายสี พรรคประชาธิปัตย์ว่าจังหวัดตรังไม่มีการพัฒนาอะไร ขอย้อนถามว่า แล้วที่นายอนุทินนั่งเครื่องบินมาที่จังหวัดตรังนั้น สนามบินจังหวัดตรังใครผลักดันสร้างขึ้น


“ไม่รู้ใครคิดสมบัติพ่อเฒ่า สมบัติแม่เฒ่า ความจริงผู้ที่อิจฉา ก็อายุมากแล้ว เวลานี้ไม่มีพ่อเฒ่าแม่เฒ่า มีแต่ผู้ทำเฒ่า(เสือกเรื่องชาวบ้าน)แต่สมบัติพ่อเฒ่า ที่เราพูดกันที่สำคัญไม่ได้เป็นสมบัติที่ฉ้อโกง ไม่โกงเพื่อน ไม่เปิดบ่อนการพนัน ไม่ขายยาเสพติด ไม่ทำสแกมเมอร์หลอกคน ไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย นั่นคือพ่อเฒ่ารักษาสมบัติ ที่ลูกหลานต้องยอมรับ แต่ถ้าพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ฉ้อโกง ขี้โกง ค้ายาเสพติด เป็นเจ้าของบ่อนการพนัน และทำผิดกฎหมาย ตนว่า มันไม่ใช่สมบัติ แต่เป็นพิษเป็นภัยกับลูกหลานที่จะรับสานต่อ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอให้เราทุกคนควรภาคภูมิใจในสิ่งที่เรายึดมั่น ว่า ศักดิ์ศรีคนตรัง ใครอย่ามุ่งหวัง ซื้อด้วยเงินตรา”