“ภูมิใจไทย” ลุยหาเสียงสุราษฎร์ธานี “พิพัฒน์” นำขึ้นเวทีปราศรัยขอคะแนน เลือกทั้งพรรค - เลือกทั้งคน ด้าน “ศุภจี” อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้องหลังเลือกตั้ง ยัน ภท. เป็นรัฐบาลได้ “คนละครึ่งพลัส” กลับมา
เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่ตลาดท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสันติ ปิยะทัต ผู้ช่วยหาเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ทั้ง 7 เขต ของพรรคภูมิใจไทย หาเสียง
โดยเมื่อนายพิพัฒน์ และนางศุภจี เดินทางถึงบริเวณตลาดท่าทองใหม่ มีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับจำนวนมาก พร้อมกับมอบพวงมาลัยดาวเรือง ดอกกุหลาบ และตะโกนเรียกชื่อศุภจี รวมถึงหมายเลข 37 ของพรรคภูมิใจไทย
จากนั้น นางศุภจีขึ้นท้ายรถหาเสียงกลางตลาดเป็นครั้งแรก พร้อมกล่าวกับประชาชนว่า “วันนี้มาเพื่อให้ความเชื่อมั่น เชื่อใจ ว่าพวกเราตั้งใจเอานโยบายดีๆ มาให้ เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องของพวกเรามีความเป็นอยู่ที่ดี”
...
ขณะที่ นายพิพัฒน์ กล่าวสั้นๆว่า “พิพัฒน์หยัดได้ ขอให้พี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี เลือกภูมิใจไทย ทั้งคนทั้งพรรค”
จากนั้น นายสันติ กล่าวว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยกล้าตัดสินใจที่จะทำหลายเรื่อง แต่รัฐบาลนี้ทำงานมา 2 เดือนกว่าๆ ทำประโยชน์แล้วหลายเรื่องให้พี่น้องประชาชน ดังนั้น วันที่ 8 ก.พ.นี้ อย่าลืมพรรคภูมิใจไทย” ก่อนที่นายพิพัฒน์ จะนำนางศุภจี และคณะ เดินตลาดศาลเจ้า ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนพากันมอบดอกไม้ และขอถ่ายรูปกับนางศุภจีตลอดเส้นทาง
ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเวทีนายพิพัฒน์ พร้อมด้วยนางศุภจี และคณะ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ภายในวัดกลางเก่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
ต่อมา เวลา 19.30 น. นายพิพัฒน์ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า “ภาคใต้ขาดโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมา 30 กว่าปี จึงขอกำลังใจจากพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี ว่าถ้าเราต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นๆ ขอให้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 7 เขต รวมถึงเลือกพรรคด้วย ในส่วนของรถไฟทางคู่ขณะนี้สร้างมาถึง จ.ชุมพรแล้ว ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 จะมีการขอทำงบประมาณครั้งเดียวตลอดสายจากชุมพรถึงสุราษฎร์ธานี จากสุราษฎร์ธานีถึง อ.หาดใหญ่ และจาก อ.หาดใหญ่ไปถึงปาดังเบซาร์ คาดว่าไม่เกิน 3 ปี จะทำสำเร็จ เพื่อบรรเทาความแออัดบนพื้นผิวจราจร และเพื่อให้ทัดเทียมภาคเหนือ และภาคอีสานต่อไป”
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า “อีกส่วนคือการทำโครงการสะพานข้ามเกาะสมุยระยะทาง 25 กม. เพื่อบรรจบที่ฝั่ง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งช่วงและอีกหนึ่งช่วงที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะเป็นผู้ดำเนินการในการก่อสร้าง ขณะนี้การทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วตามที่ กทพ. รายงานให้ตนทราบ และได้มีการลงนามเอ็มโอยู 4 หน่วยงาน ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะมีการประมูลภายใน 3 ปี”
จากนั้น นางศุภจี กล่าวช่วงแรกบนเวทีปราศรัย โดยทักทายเป็นภาษาใต้ว่า “คิดถึงหม้าย วันนี้ดีใจที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้” ก่อนกล่าวต่อว่า “เราจะก้าวข้ามความท้าทายไปพร้อมกัน พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ตั้งใจที่จะมาดูแลชาวสุราษฎร์ธานีแค่ช่วงเลือกตั้ง แต่เราอยากจะมาดูแลชีวิตปากท้องเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งด้วยเช่นกัน”
นางศุภจี กล่าวว่า “นายพิพัฒน์ได้กล่าวคำขวัญจังหวัดสุราษฎร์ ซึ่งบ้านเมืองเราเป็นเมืองร้อยเกาะ มีเงาะอร่อย แต่เงาะตอนนี้น้อยไป กลายเป็นพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่น ดังนั้น จะต้องพัฒนาทุเรียนในเกาะสมุยให้เป็นทุเรียนจีไอเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ส่วนยางพาราพรรคภูมิใจไทยจะพยายามพัฒนาเพิ่มมูลค่า ทำให้ราคามีเสถียรภาพโดยต้องช่วยกันทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และควบคุมผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด”
นอกจากนี้ ในคำขวัญยังมีการโชว์เรื่องของแหล่งธรรมะ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเรามีทุกอย่าง ดังนั้น อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากคำขวัญของจังหวัดที่จะทำอย่างไรให้คนที่มา จ.สุราษฎร์ธานีไม่ใช่เพียงข้ามไปเที่ยวที่เกาะต่างๆ แต่ยังเที่ยวอยู่ในตัวจังหวัด เพื่อทำเศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาให้อยู่นานขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า “ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส ยืนยันว่า หากได้กลับมาบริหารงานจะนำกลับมาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจปากท้อง โดยต้องมีการเพิ่มทักษะให้กับผู้ประกอบการรายย่อยให้ตรงกับคำว่า “พลัส” เพื่อให้มีทักษะขายของได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงนโยบายในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย”