“ชูศักดิ์” เผย พรรคเพื่อไทยเตรียมร้อง กกต. เอาผิดปมร้อนคลิปเสียงเมืองกาญจน์ ส่อผิดกฎหมายเลือกตั้งทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ด้าน “พนม-สจ.” นัดแถลงสื่อ 5 ก.พ.นี้
วันที่ 3 ก.พ. ที่จ.อุบลราชธานี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรค กล่าวถึงกรณีปรากฏภาพการซื้อเสียงเลือกตั้งที่จ.กาญจนบุรี และกรณีปรากฏคลิปเสียงหลุดออกมาว่า เรื่องของคลิปเสียงเราทราบดีและได้ฟังกันแล้วว่าข้อความเป็นอย่างไร ซึ่งนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้ไปลงบันทึกประจำวันว่าไม่ใช่เสียงของเขา และบอกว่าจะเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ฟังดูแล้วโดยสรุปการจะพิสูจน์ว่าเป็นเสียงของนายศักดิ์ดาจริงหรือไม่ ในความเห็นของตนคิดว่าไม่ยากเลย เพราะรู้จักนายศักดิ์ดามาช้านาน เข้าใจว่าผู้สื่อข่าวเองก็ได้ยินตอนที่นายศักดิ์ดาให้สัมภาษณ์และพูดจา และหากไปถามใครสัก 100 คนว่าไม่ใช่เสียงนายศักดิ์ดามีไหม ก็อาจจะไม่มีใครตอบแบบนั้น
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อ เพื่อเป็นข้อยุติเราฟังดูแล้วมีความเห็นโดยรวมว่ามันค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายเลือกตั้ง บางคำพูดให้ฟังดูดี ๆ ดูจะเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งตีความดูว่าเป็นอย่างไร เช่น ไม่เอาพรรคแดง ขณะที่นายพนม โพธิ์แก้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. กาญจนบุรี เขต 5 พรรค พท. และ สจ. ที่อยู่ในคลิปเสียงก็ได้คุยกันแล้วว่าเสียหายมาก เพราะมีการบอกว่าถ้าเลือกนายพนมก็เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเข้าใจว่านายพนม และ สจ. ยินดีที่จะมาแถลงที่พรรค พท. ในเช้าวันที่ 5 ก.พ. เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า กรณีคลิปซื้อเสียงและเรื่องของการข่มขู่ราษฎรว่า เข้าใจว่านายพนม โพธิ์แก้ว จะนำชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนนำพยานหลักฐานที่ได้มา ร้อง กกต.จังหวัดในวันที่ 4 ก.พ. แต่เรื่องสำคัญคือเมื่อมีการแถลงแล้ว พรรค พท. แล้วจะประมวลสรุปเรื่องและนำไปร้องที่ กกต.ใหญ่ ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
...
ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้นายศักดิ์ดาจะปฏิเสธแต่เสียงคล้ายกับนายศักดิ์ดา ซึ่งถือเป็นคู่แข่งในพื้นที่ด้วย จะมีผลอะไรหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอน การพิสูจน์ว่าเป็นเสียงของเขาจริงหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตนคิดว่าพิสูจน์ไม่ยากเลย แต่ข้อความที่พูดมันเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ใครเสียหายบ้างก็ชัดเจน ซึ่งกฎหมายระบุว่าทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส่วนในฐานะที่พรรค พท. ได้รับความเสียหายก็จะมีการดำเนินการในนามพรรคด้วยควบคู่ไปกับนายพนม ที่ได้รับมอบอำนาจให้ไปดำเนินการร้องต่อ กกต. ให้สอบสวน