“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ทำสังคมเสียหาย ด้าน “ชูศักดิ์” ไม่ฟันธงผิด ม.157 แนะตั้งกรรมการสอบหาข้อยุติ หวั่นซ้ำรอยเลือกตั้งโมฆะ ปี 49
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาที่พบในการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้ใช้สิทธิเสียคะแนน พรรคเพื่อไทยจะติดตามหรือเรียกร้องเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีปัญหาอย่างไรว่า ประเด็นนี้ คือข้อบกพร่องจริงๆ กกต. ควรต้องทบทวนการทำงานของตัวเอง เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้น การติดป้ายเบอร์ผู้สมัครผิดเกิดกับหลายพรรคการเมือง รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย เราก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายไปแล้วเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง
ส่วนเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงตอนนี้สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างรุนแรง พรรคเพื่อไทยยืนยันการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องซึ่งเราก็ไม่ทำ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเดินหน้าการเมืองที่บริสุทธิ์ยุติธรรม วันนี้ กกต. ต้อง Take action ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบการตรวจจับการประพฤติผิดให้เข้มงวดกว่าที่เป็นอยู่ วันนี้สังคมก็รอฟังหลายเรื่องอยู่ อย่างเช่นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาแจ้งว่ามีการเบิกเงินแบงก์ย่อยมากผิดปกติ 200-300 ล้านบาท วันนี้ไปถึงไหนแล้ว จึงอยากเรียกร้อง กกต. ให้มีความชัดเจน ส่วนจะเป็นความบกพร่องโดยสุจริตหรือมีนัยทางการเมือง เราคงไม่ไปกล่าวโทษว่าสุจริตหรือไม่สุจริต เพียงแต่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ กกต. ที่ต้องดำเนินการ ให้ครบถ้วน
ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยอาจจะได้รับผลกระทบไม่มาก ต่อความบกพร่องการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า เหมือนบางพรรคการเมือง นายจุลพันธ์ แย้งว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้เพราะทุกพรรคการเมืองได้รับผลกระทบหมดไม่ว่าจะเป็นพรรคที่บัตรเบอร์หาย เพราะนี่คือความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยก็มีพื้นที่ที่บัตรและใบปิดเบอร์ผู้สมัครหายเช่นเดียวกัน จึงคิดว่าเรื่องนี้สังคมไทยต่างหากที่เป็นผู้เสียหาย และ กกต. จะต้องทบทวนการทำงานของตัวเอง แต่การลาออกในช่วงนี้คงไม่ใช่จังหวะและเวลาที่เหมาะสม ต้องเดินหน้าให้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อน
...
ส่วนความบกพร่องลักษณะนี้เข้าข่ายความผิด 157 หรือไม่นั้น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าตนเองเป็น กกต. จะต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หาข้อยุติเพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจว่าความบกพร่องเกิดจากอะไรมีความบกพร่องโดยประมาทเลินเล่อธรรมดาหรือด้วยเจตนาต่างๆ และข้อสังเกตของตนเอง คือเรื่องนี้มันจะมีผลเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อการไปลงคะแนนล่วงหน้าของประชาชนแล้วบัตรลงคะแนนจะส่งไปถึงจังหวัดต่างๆนั้นหรือเปล่า แต่เท่าที่ติดตามจากข่าว กกต. ก็ยอมรับแล้วว่าทำงานบกพร่องจึงคิดว่าไม่ใช่ความบกพร่องธรรมดา เพราะไปเอาเบอร์ผู้สมัครเลือกตั้งปี 2566 มาซึ่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับมืออาชีพ
ส่วนถ้ามีคนไปร้องจะส่งต่อการเลือกตั้งอย่างไร นายชูศักดิ์กล่าวว่า ก็สุดแต่ดุลพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อก่อนนี้นานมาแล้วจำได้หรือไม่ ที่ กกต. จัดคูหาเลือกตั้งหันตูดออก มันอาจจะมีบริบทกับข้อเท็จจริงไม่เหมือนกันเอาหลายเรื่องมารวมกันแล้วก็ไปร้องจนท้ายที่สุดคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่สุจริต ท้ายที่สุดการเลือกตั้งครั้งนั้นก็เป็นโมฆะ ครั้งนั้นมันหลายเรื่องแล้วเป็นบริบททางการเมืองที่ดูเหมือนว่าต้องการจะล้มการเลือกตั้งแต่ครั้งนี้บริบทมันต่างกัน