นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิทหารกล้า 42 นาย เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ น้อมสดุดีดวงวิญญาณทหารผ่านศึกผู้สละชีพเพื่อชาติ
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 42 นาย โดยมี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกกานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงขององค์การฯ รวมถึงครอบครัวและญาติของกำลังพลผู้เสียสละ เข้าร่วมพิธี ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในส่วนของพิธีการเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้ประกอบพิธีสดุดีและแสดงความเคารพต่อทหารผ่านศึกผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยกล่าวว่า
...
“ขอน้อมรำลึกแด่ดวงวิญญาณทหารผู้กล้า ผู้สละชีพเพื่อชาติทั้ง 42 นาย ณ สถูปที่อยู่เบื้องหน้า ตลอดจนดวงวิญญาณของผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ ที่อยู่ ณ สถูปชัยสมรภูมิแห่งนี้ ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทย ธำรงไว้ซึ่งเอกราช และอธิปไตยของชาติตั้งแต่อดีตสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่บ้านเมือง รวมทั้งธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รัก และหวงแหนของปวงชนชาวไทยทุกคน
ปวงข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมสดุดีแด่ดวงวิญญาณของทหารผ่านศึก ผู้สละชีพเพื่อชาติ ทั้ง 42 นาย ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทุกท่าน จะเป็นเครื่องเตือนใจและจารึกอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป ขอให้ทหารผ่านศึกผู้สละชีพเพื่อชาติทุกนาย จงสถิตสถาน ณ พิมานอันสงบสุข ตราบชั่วกาลนิรันดร์ เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัย ขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความเคารพ และรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของทหารผ่านศึกผู้สละชีพเพื่อชาติทั้งหลาย”
จากนั้น นายกรัฐมนตรีประกอบพิธีบรรจุอัฐิทหารผ่านศึกผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 42 นาย ลงในบล็อกที่ 13 ในช่องที่กำหนด และยืนสงบนิ่ง ต่อมาพลแตรเดี่ยวเป่าสัญญาณแตรนอน-แตรเคารพ 1 จบ เจ้าหน้าที่สั่งพัก แล้วอนุศาสนาจารย์เรียนเชิญนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธี จุดเครื่องทองน้อย และทอดผ้าบังสุกุลถวายแด่พระสงฆ์ จำนวน 4 รูป พระสงฆ์ทั้ง 4 รูป พิจารณาผ้าบังสุกุล ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะประกอบพิธีกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณทหารผ่านศึก และถวายภัตตาหารพร้อมจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ก่อนเสร็จพิธี
สำหรับปี 2569 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้กำหนดจัดพิธีและกิจกรรม ภายใต้ชื่องาน “3 กุมภาพันธ์ ทหารผ่านศึกน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อองค์การฯ ทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึก
สำหรับการบรรจุอัฐิ จะเรียงตามตัวอักษรพยัญชนะไทย จำนวน 41 นาย ส่วนอีก 1 นาย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ไม่ได้มีการบรรจุอัฐิ แต่มีการติดชื่อร่วมกับทหารนายอื่น โดยนายอนุทิน ยังได้ทักทายญาติทหารผู้เสียชีวิต และทหารผ่านศึก ซึ่งมีทหารผ่านศึกบางคนขอบคุณนายอนุทิน ที่ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเต็มที่ และอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ช่วงหนึ่งนายอนุทินได้พบกับ “น้องมีสุข” ลูกสาวคนโตของ “จ่าเพียว” พล.ต.ศตวรรษ สุจริต วีรบุรุษทหารกล้า โดยนายกรัฐมนตรีได้บอกว่า “คิดถึงตลอด เดี๋ยวลุงจะไปหาที่จังหวัดร้อยเอ็ด” จากนั้นน้องมีสุข ได้เดินไปส่งนายกรัฐมนตรีขึ้นรถ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สวมกอดพร้อมบอกว่า “เดี๋ยวจะไปหาที่ร้อยเอ็ด จำได้หรือไม่”
จากนั้นเวลา 09.30 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือดูแลทหารผ่านศึก ว่า ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเยียวยาครอบครัวทหารที่สละชีพจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 42 นาย ทั้งการช่วยเหลือเรื่องเงินและสิทธิต่างๆ ที่ครอบคลุม ได้ติดตามความคืบหน้าในการช่วยเหลือเยียวยาทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชามาโดยตลอด เพื่อให้เงินไปถึงมือครอบครัว จากการพูดคุยกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย มีความเข้าใจกันดี ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลทุกคนจนกว่าจะมั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตปกติได้ ยอมรับว่าทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่นๆ ยังต้องให้การช่วยเหลือกันต่อไป เพราะมองว่าเงินช่วยเหลือ 600 บาทต่อเดือนไม่เพียงพอ เป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้
สิ่งที่ทหารประสบเหตุบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะกังวลมากที่สุดคือการใช้ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล เพราะทหารเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานมาดูแล แต่อยากมีอาชีพการงานและหากได้กลับเข้ามาทำงานต่อ จะดูแลในเรื่องนี้ต่อ และรู้สึกดีใจที่ได้เห็นทหารผ่านศึกในหลายสมรภูมิยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่บางคนไม่มีครอบครัวและถูกทอดทิ้ง บางคนเป็นทหารอาสาสมัครไม่ใช่ทหารประจำการ จึงไม่มีบำเหน็จบำนาญ และต้องได้รับการดูแล ซึ่งหากยื่นรายชื่อและประวัติมาก็พร้อมที่จะดูแลเต็มที่
หากได้มีโอกาสกลับเข้ามาทำงานอีก จะเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ทั้งกรณีทหารที่เสียชีวิตไปแล้วและทหารที่ยังทำหน้าที่อยู่ จะต้องดูแลคุณภาพชีวิตของทหารเหล่านี้ ส่วนการพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึกยังไม่ขอพูดถึงในเรื่องของงบประมาณ เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นการหาเสียงและเสียบรรยากาศ แต่ขอย้ำว่ามีความตั้งใจเพื่อที่จะตอบแทนทหารผ่านศึก รวมทั้งทหารปัจจุบันที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย เมื่อถามว่า ประชาชนขอไม่ให้เปิดด่านไทย-กัมพูชา นายอนุทิน ตอบว่า จนถึงขณะนี้ไทยยังไม่มีการเปิดด่าน ทางด้านคำถามว่าเป็นคำมั่นสัญญากับประชาชนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าใช่ เพราะพูดมาหลายครั้งแล้ว.