“อ.เจษฎ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ขอประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาซื้อเสียง ฝาก กกต. คุ้มครองพยานเต็มที่ บอก ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรครักชาติ-ไม่รักชาติ สร้างความแตกแยก เผย ลงพื้นที่กระแสตอบรับดี


เมื่อเวลา 08.32 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ว่า การใช้สิทธิดูแล้วสะดวกเรียบร้อยดี คนมาใช้สิทธิเยอะ เจ้าหน้าที่ให้บริการเป็นมืออาชีพ และจัดเป็นระบบ คนเข้ามาสามารถสแกน QR Code จะทราบว่าจะไปในจุดไหน รวมถึงหน้าคูหาก็มีทั้งรายชื่อ หมายเลขผู้สมัคร หมายเลขพรรคการเมือง พร้อมแนะนำให้ประชาชนจำชื่อพรรคการเมืองหรือหมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัครที่จะเลือก โดยเน้นย้ำว่าบัตรสีเขียวเลือก สส.แบบแบ่งเขต บัตรสีชมพูเลือก สส.บัญชีรายชื่อ (พรรคการเมือง) โดยมองว่าบัตรสีเขียวมีโอกาสงง เพราะมีแต่หมายเลข ไม่มีชื่อผู้สมัคร แต่บัตรสีชมพูมีชื่อพรรค โลโก้พรรค แต่จำเลขพรรคไม่ได้ ยังสามารถกาชื่อพรรคได้ ทั้งนี้ หมายเลขพรรคและผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต คนละหมายเลข จึงอาจจะทำให้เกิดความสับสนได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสของพรรครักชาติ หลังเดินสายหาเสียงในหลายจังหวัด รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า เสียงตอบรับดี พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ เข้ามาพูดคุยทำความรู้จัก ไปทุกที่ได้รับการต้อนรับอย่างดี ประชาชนทุกภูมิภาคโอบอ้อมอารีกับพวกเรามาก ส่วนคำถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีสีสันในการหาเสียงของพรรครักชาติอีกหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเต้นและรำดาบไปแล้ว รศ.ดร.เจษฎ์ ตอบว่า ต้องแยก 2 อย่างออกจากกัน การเต้นเราต้องการสร้างความสนใจ และเอามาผนวกกับเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ หรือการส่งเสริมเรื่องอุตสาหกรรมบันเทิง แต่เรื่องการรำดาบถวายสักการะ ถวายความภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ จ.จันทบุรี กับการรำดาบเพื่อสดุดีวีรชนบ้านบางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นการให้ความเคารพ ไม่เกี่ยวกับการหาเสียง แต่โค้งสุดท้ายเราก็คิดกันอยู่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้คนเข้ามาให้ความสนใจว่านโยบายหลักของเราคืออะไร ทำไมควรเลือกพรรค

...

ในประเด็นที่ขณะนี้มีกระแสเรื่องการซื้อเสียง เรื่องเงินเทา ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพูดถึงเรื่องการถอนเงินสดผิดปกติจำนวนมาก รวมถึงยังมี การปล่อยเสียงคล้ายกับรัฐมนตรีคนหนึ่ง มองเรื่องเหล่านี้อย่างไร รศ.ดร.เจษฎ์ เผยว่า สิ่งที่เป็นมาในการเลือกตั้งตลอดที่ผ่านมายังไม่หายไปไหนเลย ตั้งแต่ก่อนเริ่มการเลือกตั้ง คนก็พูดกันแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสกปรกเทียบเท่าครั้งนั้นครั้งนี้ หรือจะใช้เงินมากกว่าครั้งอื่นหรือไม่ แต่ไม่มีใครเลยที่จะบอกว่า ลองดูว่าการเลือกตั้งนี้จะไม่มีการใช้เงินหรือเปล่า ทุกคนเชื่อว่ามีการใช้เงินหมดเลย ในส่วนที่พรรคเราได้ยินมา ระลอกแรกมีเงินเทาเข้ามา 100,000 ล้านบาท ระลอก 2 จ่ายกันหัวละ 7,500 บาท เท่ากับขยับเป็น 200,000 ล้านบาท ต่อมาผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยการเบิกเงินไปหลักร้อยล้านบาท นี่เพียงส่วนเดียว ยังไม่รวมส่วนที่รายงานยังมาไม่ถึง แปลว่าการใช้เงินมีมาก เมื่อลงพื้นที่จึงได้สดับตรับฟัง มีชาวบ้านมาบอกเล่าอะไรต่างๆ จึงสามารถบอกได้ว่ามันมีจริง พร้อมระบุว่า มีคนบอกตัวว่าเป็นใคร แต่ในฐานะที่ลงคัดเลือกด้วยกันเราบอกไม่ได้

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวย้ำว่า ต้องฝากผู้ตรวจการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรรพกำลังพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ให้แม้กระทั่งคนที่รับเงินไปแจ้งได้ แล้วก็จะไม่มีผิด มีโทษ แต่ต้องก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง และหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน ระบบคุ้มครองพยานของ กกต. ก็ต้องทำให้ดี ทุกคนถึงจะช่วยกัน พร้อมมองว่าถ้าไม่รับเงินได้เป็นดีที่สุด แต่ถ้ามีปัจจัยประการใดก็ตามที่เป็นแรงกดดันทำให้ต้องรับ

“ขอให้คิดง่ายๆ ว่าทุกคนที่จ่ายให้ท่านต้องคิดจะถอนทุกคืนแน่นอน ก็ขอให้เลือกคนที่เหมาะสม เพราะไม่อย่างนั้นมันเท่ากับช่วยกันทำงานชาติ พากันทำให้บ้านเมืองพินาศ จากการที่เราเริ่มด้วยการทุจริตโกงกินตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นต้องตรึกตรองและให้วิจารณญาณ มันไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณ ต่อให้เขาเอาเงินมาให้ท่านเป็นแสน มันก็ไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณ เพราะว่าการตอบแทนบุญคุณคือการช่วยกันทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง การขจัดคนทุจริต การขจัดคนโกง การขจัดคนกิน อันนี้คือสิ่งที่เราต้องร่วมทำ การเป็นหูตาสอดส่อง”

ก่อนจะฝากถึง กกต. อีกครั้ง และหน่วยงานทั้งหลายที่ร่วมมือกัน ว่า ต้องคุ้มครองพยานเป็นอย่างดี เพราะไม่อย่างนั้น แม้พี่น้องประชาชนจะหูตาเป็นสับปะรด ทุกคนก็กังวล เกรงอันตรายที่จะมาถึงตัว เพราะคนที่ประสงค์จะทำไม่ดี ชั่วร้ายจริงนะ ก็ต้องดูแลพี่น้องประชาชน และก็ขอพี่น้องประชาชนช่วยกัน เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันใช้ในการแจ้ง เราจะได้ช่วยกันขจัดปัดเป่าภัยร้ายของบ้านเมือง

ส่วนประเด็นที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ระบุ เลือกตั้งครั้งนี้ควรจะแบ่งให้ชัดว่าพรรคไหนรักชาติ-ไม่รักชาตินั้น รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้บอกไปแล้วว่า แม้เราจะชื่อพรรครักชาติ และเราจะส่งเสริมค่านิยมความรักชาติแพร่กระจายไปในหมู่ชนชาวไทยทุกคน และชักชวนทุกคนมารักชาติ เราไม่ได้บอกนะว่าเรารักชาติ แต่เราเชิญชวนทุกคนมารักชาติ แต่ก็ไม่ประสงค์และไม่เห็นด้วยกับการแบ่งว่าใครรักชาติหรือไม่รักชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นวาทกรรมทางการเมือง จะก่อให้เกิดความแตกแยกและความร้าวฉานในหมู่ชน เริ่มต้นตั้งแต่ความร้าวฉานในบรรดาพรรคการเมืองก่อน แบบนั้นมองว่าไม่ควร

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เจษฎ์ มีกำหนดการในวันนี้คือเดินทางลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายต่อ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569