“อนุทิน” ปราศรัยใหญ่ กทม. ครั้งแรก ยึด 4 คำสั่งประชาชน ไม่ต้องเกรงใจใคร ลั่น ใครคิดแก้ ม.112 ไม่มีทางสำเร็จ บอกประชาชนเรียก “ไอ้หนู” ได้ เหน็บคนกล่าวหาคลั่งชาติ จะคลั่งให้บ้าไปเลย


วันที่ 30 มกราคม 2569 พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินี นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม., นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียง กทม., นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต ร่วมขึ้นเวทีนำเสนอนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม

ขณะที่นายอนุทิน ขึ้นเวทีปราศรัยในเวลา 19.55 น. เริ่มต้นด้วยการถามประชาชนที่ฟังปราศรัยว่าพรรคภูมิใจไทย ที่อยู่ในที่นี้เป็นคนไทยหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้พวกเราคือพรรคภูมิใจไทย พร้อมขอบคุณที่ทุกคนมารับฟังการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งการเลือกมาที่สวนลุมพินีเพราะกลัวไม่มีใครมา อย่างน้อยคนมาวิ่งออกกำลังกายก็จะได้มาฟังพรรคภูมิใจไทยปราศรัย แต่ที่ไหนได้คนมามืดฟ้ามัวดิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขอขอบคุณ ตนจดจำอยู่ในสมองอย่างไม่มีวันลืม พร้อมถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ติดตามการถ่ายทอดสดวันนี้

วันนี้ขึ้นเวที ทีมงานได้นำสคริปต์มาให้ตนเองอ่านด้วย เพราะที่นี่คือคนกรุงเทพมหานคร ต้องฟังเรื่องที่มีสาระเท่านั้น ขออย่าให้นอกเรื่อง แต่ตั้งแต่ตนพูดมาตอนนี้ยังไม่อยู่ในเรื่องสักอย่างเพราะตนเป็นคนคิดนอกกรอบ เชื่อว่าประชาชนมาวันนี้เพราะประชาชนเริ่มรู้จักพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น วันนี้พูดอะไรไปก็กรุณานำเสนอในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี จะได้ไม่มีความสงสัยอะไร เผื่อไปกระทบกระแทกใคร เขาก็ขอให้เป็นอันรู้กันว่าถูกกระแทกโดยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

...


นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า พรรคภูมิใจไทยขอร้องให้พี่น้องทุกคนสนใจบ้านเมืองของเรามากกว่าการเมือง ที่ผ่านมาตนเดินรับฟังเสียงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศด้วยตัวเอง ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตนภูมิใจ สิ่งที่ตนได้ทำมาเมื่อนำมาประมวลรวมกันแล้ว ถือว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ตนสามารถประมวลคำสั่งของพี่น้องประชาชนที่มีต่อตน ซึ่งมีอยู่ไม่มาก คือ การขอให้ตนรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้ อย่าให้ศัตรูชาติไหนมารุกรานมาเอาแผ่นดินไทยได้อีก และที่สำคัญที่สุด วันนี้เรามาปรบมืออย่าให้เราต้องปรบเท้าให้ท่าน หลายๆ คนขออย่าให้เปิดด่าน เสียงนี้ดังก้องทั่วแผ่นดินไทย ซึ่งตนรับปากว่าจะรักษาแผ่นดินไทยด้วยชีวิตของตน จะไม่เปิดด่านกัมพูชาจนกว่าคนไทยเจ้าของประเทศจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่มอบไว้กับตน และตนจะไม่มีวันที่จะยอมตกอยู่ใต้อาณัติของใครที่จะทำให้ตนไม่รับฟังความประสงค์ของพี่น้องคนไทย

“วันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผมกับหลานอังเคิลดำเนินการรักษาอธิปไตยของชาติคนละแนวทางกัน ผมถือว่าโชคดีตามที่หลายคนบอกว่า คิดว่าเท่หรือที่เป็นหลานอังเคิล ผมไม่อยากเท่ แต่เพราะผมไม่ใช่หลานอังเคิล จึงไม่มีวันที่จะยอมทำตามอังเคิลที่อยู่นอกประเทศ แด๊ดดี้ที่อยู่ในประเทศผมก็ไม่ทำตาม พี่น้องประชาชนคนไทยไม่ได้รับประโยชน์ และประโยชน์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยที่รักที่บูชาของผม”


ก่อนปราศรัยต่อไปว่า รัฐมนตรีประเทศกัมพูชาลงเฟซบุ๊กโพสต์ข่มขู่ว่า ถ้าไม่อยากให้มีสงครามรอบ 3 บอกไม่ให้เลือกตนไม่พอ ยังทำตัวเป็นหัวคะแนนแนะนำให้คนไทยไปเลือกอีก 2 พรรค ซึ่งหากพี่น้องคนไทยอยากได้รัฐบาลและอยากได้นายกรัฐมนตรีที่กัมพูชาเลือกให้ ก็ไปเลือก 2 พรรคนั้น เพราะรัฐบาลภูมิใจไทยคือรัฐบาลของคนไทย 100% เป็นรัฐบาลที่ไม่ติดหนี้คนต่างชาติ และจะไม่มีวันเห็นอกเห็นใจ ไม่มีวันเป็นพวกเดียวกันกับเขา และยินดีที่จะเป็นฝั่งตรงข้าม

หากพี่น้องทำตามรัฐมนตรีคนนั้น เย็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์พวกเราก็คงได้ยินเสียงเฉลิมฉลองมาจากกัมพูชาที่น่าจะมีการฉลองใหญ่ เพราะคนที่เป็นอุปสรรคกับเขาไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว เขาคงจะมีส่วนร่วมกับชัยชนะที่ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ที่เขามีส่วนร่วมด้วย แต่หากพี่น้องอยากได้รัฐบาลของคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์และหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำให้ประเทศอื่นและศัตรูไม่กล้ารุกรานประเทศไทยอีก ก็ขอให้พี่น้องทำสิ่งที่ง่ายนิดเดียวคือการกาเบอร์ 37 เลือกพรรคภูมิใจไทยให้เป็น สส. ให้มากที่สุดทั่วประเทศ

“ที่ผ่านมา 3-4 เดือน ถึงแม้ว่ารัฐบาลของผมจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ได้ทำในสิ่งที่รัฐบาลเสียงข้างมากไม่สามารถทำได้ในเวลาที่เขาบริหารประเทศมากกว่าผม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผมถูกขู่อภิปรายไม่ไว้วางใจทุกวัน พร้อมมาขู่ผมยุบสภาฯ เลย แม้ผมจะรักษารัฐบาลไว้ไม่ได้ ไม่เป็นไรแต่ต้องรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ได้”


ดังนั้น ในเรื่องนี้ขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจได้ ไม่ต้องให้รัฐบาลทำประชามติถามประชาชน แต่หากกา 37 ทั้งประเทศ นั่นคือประชามติที่คนไทยไม่ให้เปิดด่าน เท่ากับจบ หากมีสิ่งรบกวนตลอดเวลาว่าอาจจะยังมีภัยคุกคาม ก็ขอให้ประชาชนวางใจขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยไปเฝ้าบ้านรักษาแผ่นดินไทยให้คนไทยทุกคน นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ตนรับคำสั่งที่ 2 จากพี่น้องประชาชนคนไทยคือ “ไอ้หนู ต้องปกป้องรักษาสถาบันของชาติอย่าให้ใครคิดร้ายทำลาย” ซึ่งตนสามารถรับปากได้ว่าจะร่วมกันปกป้องสถาบันสำคัญของชาติด้วยชีวิต พร้อมยืนยันว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ และไม่มีวันสำเร็จ ไม่มีทางสำเร็จ เพราะมี 37

“มาตรา 112 คุณจะไปแก้ทำไม เวลาคนพูดหมิ่นประมาทพวกคุณ คุณยังฟ้อง คุณยังเอาผิด คนพูดว่านายคุณ คุณยังเดือดร้อนออกมาแก้แทนนายคุณมากกว่านายคุณแก้อีก จะเอาติดคุกติดตาราง แต่เวลาคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อาฆาตมาดร้าย ใส่ร้ายให้เสื่อมเสียด้วยความเท็จ ยุยงปลุกปั่นให้เกลียดชังสถาบันฯ พวกคุณบอกว่าไม่เป็นไร เป็นสิทธิ สิทธิมีได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือองค์พระประมุขของชาติ”

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ย้ำว่า การจะมาออกกฎหมายว่าจะมาแก้กฎหมายไม่ต้องรับโทษในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ “ไม่ได้ ไม่ 37 ขอโทษทีครับ พูดไม่ชัดไม่สำเร็จ ดันเผลอไปพูด 37 เพราะ 37 กับสำเร็จเปรียบเสมือนเป็นเลขเดียวกัน” ฉะนั้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1-2 ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐไทย ที่เกี่ยวข้องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และกฎหมายมาตรา 112 จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


ส่วนคำสั่งที่ 3 ที่พ่อแม่พี่น้องคนไทยได้สั่งการตนไว้ คือ “คุณอนุทิน และไอ้หนู” ก่อนจะบอกผู้ฟังปราศรัยว่า “เรียกได้เลยนายกฯ คนนี้เรียกได้ ให้เรียกไอ้หนู” เป็นสิริมงคลแก่หูตนโดยแท้ พร้อมให้ประชาชนตะโกนเรียกว่า “ไอ้หนู” อีกครั้ง ก่อนจะบอกว่า “นี่สิถึงจะเรียกว่ารักกันจริง”

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุต่อไปว่า ตนต้องนำประเทศไทยกลับไปอยู่บนเวทีโลกอย่างมีเกียรติ มีอำนาจในการต่อรอง และไม่ทำให้คนไทยรู้สึกเสียหน้าต่อประเทศใดๆ ในโลกนี้ “3 เดือนที่ผ่านมา ไอ้หนู ไอ้เอก (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) พี่แต๋ม (ศุภจี สุธรรมพันธุ์) และพี่อ้วน (สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)” ตนเชื่อว่าพวกเขาได้ทำให้ท่านเห็นแล้วว่า พวกเราปกป้องเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศไทย ไม่เคยกลัวใครและรู้ว่าจะต้องต่อรองกับพวกเขาอย่างไร เพื่อให้ประเทศไทยของเรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทำให้คนไทยของเรามีหน้ามีตาอยู่บนเวทีโลกได้จนถึงปัจจุบันและอนาคตด้วย

นายอนุทิน ระบุต่อว่า มี สส.คนหนึ่ง บอกตนแกว่งปากหาเสี้ยน มันไม่มีหรอกแกว่งปาก มีแต่แกว่งเท้าหาเสี้ยน ไปทะเลาะกับประเทศโน้นประเทศนี้ทำไม นั่นคือคนที่ไม่รู้จักคำว่าอำนาจต่อรอง ตนเชื่อว่าที่ผ่านมามีแต่คนแกว่งเท้าหาเสี้ยนมาที่ประเทศไทย แล้วก็เจอเสี้ยนตำเท้าทุกราย ดึงไม่ออก ต้องไปหาหมอผ่าตัด ซึ่งคำพูดต่างๆ นานาที่บอกว่าตนไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้จักประเทศไทย เอาประเทศไปเสี่ยง ซึ่งไม่มีทางที่ตนจะเอาประเทศไปเสี่ยง ไม่มีแม้กระทั่งนิดเดียวหรือส่วนเดียว ในการทำงานในการตัดสินใจของรัฐบาลชุดนี้ที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความเสี่ยง การตัดสินใจทุกอย่างทุกเรื่องทุกนโยบายทุกการดำเนินงาน ตัดสินใจบนพื้นฐานที่ประเทศไทยต้องชนะและได้เปรียบเพียงอย่างเดียว


พร้อมย้ำว่าคนไทยต้องยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ใช่ขอทาน ไม่ต้องนำเงินมาให้แต่ให้นำเงินมาให้ ไม่ต้องแจกเงินเดือนละ 3,000 เพราะมีปัญญาหาเองได้ “อย่ามองคนไทยแค่เป็นคนแบมือขออย่างเดียว เปิดโอกาส อย่าให้นำแผ่นดินไทยไปให้ต่างชาติ คนไทยก็อยู่ได้แล้ว” ก่อนระบุต่อไปว่า นักการเมืองประเทศไทยสร้างความแตกแยก นักการเมืองเรียกว่าเป็นผู้แทนประชาชน เมื่อทะเลาะกันก็เปรียบเสมือนกับประชาชนทะเลาะกัน แล้วไปสู้กับใครได้ ไทยหันมาฆ่ากันเองจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟังเล่า เพราะตอนนี้เพลงชาติทุก 8 โมงเช้าไพเราะที่สุดแล้ว “เขมรบอกว่าผมมาปราศรัยยั่วยุให้คนไทยคลั่งชาติ แต่ถ้าคลั่งชาติไทยก็คลั่งให้บ้าไปเลย”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ยังได้แนะนำแกนนำของพรรคภูมิใจไทย ว่า ในยุคนี้มีระบบสาธารณสุขยุคพัฒนา สมัยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ มีบุคลากรที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ปากกัดตีนถีบ ไม่ใช่ลูกหลานใครที่อุ้มขึ้นมา ซึ่งคนคนนี้จะมาทำงานให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าแบบไม่หยุดยั้ง ขอให้ประชาชนไว้ใจกาหมายเลข 37 ทั้งประเทศไทย ก่อนจะกล่าวแซวผู้ปราศรัยว่า มาแล้วอย่าร้องเพลงเธอปันใจให้กัน พร้อมย้ำว่า หากภูมิใจไทยได้ สส.เขตเยอะ “ไอ้หนู” ของท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านด้วย อีกทั้งขณะนี้ได้วางตัวคณะรัฐมนตรีไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งให้คำสัญญาว่าจะกำกับดูแลให้การทำงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นที่ไว้วางใจ เป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยที่สวนลุมพินี นายอนุทิน นำทีมแกนนำพรรค อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ และผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคภูมิใจไทย เก็บขยะที่บริเวณหน้าเวทีและจัดเก็บเก้าอี้ โดยนายอนุทินกล่าวระหว่างเก็บเก้าอี้ว่า นี่เห็นไหมพรรคภูมิใจไทยเก็บกวาดทั้งหมดเรียบร้อย ก่อนที่จะยกเก้าอี้และกล่าวว่า เก็บกวาดบ้านเมืองให้เรียบร้อย ไม่เหนื่อย เห็นขยะเห็นอะไรรกๆ ไม่ได้ ต้องเก็บ.