“เอกนิติ” ปราศรัยครั้งแรก เวที กทม.ร่ายยาวนโยบายเศรษฐกิจ เผย ทิ้งชีวิตราชการ 16 ปี มายกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม ลั่นภูมิใจไทยไม่มีนโยบายแจกเงินประชานิยม จะให้เบ็ดประชาชนตกปลา ไม่ใช่เป็นปลาให้ถูกกิน เล่นมุกสลับเลข ทำงานมา 73 วัน สลับเป็นเลข 37


วันที่ 30 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทยและหนึ่งในดรีมทีมเศรษฐกิจ ขึ้นปราศรัยเวทีย่อย ในพื้นที่ กทม. โดยกล่าวว่า นี่ถือเป็นการปราศรัยครั้งแรกของตน หลังจากที่ออกมาจากราชการ ก็อยากจะมาช่วยดูเรื่องเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น และให้คนไทย และประเทศไทยสามารถแข่งขันได้กับนานาประเทศ เราจะได้ภูมิใจไทย ทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น


นายเอกนิติ ยังกล่าวถึง สาเหตุที่อยากจะทำคนละครึ่ง เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้โอกาสในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ ประเทศไทยจะติดหล่มทางเศรษฐกิจ เหมือนรถยนต์ติดหล่ม ติดโคลนเต็มไปหมด ถ้าเราไม่สามารถยกรถยนต์เศรษฐกิจไทยขึ้นได้ ก็จะยิ่งดิ่งเหว ดังนั้น ตนจึงออกแบบเศรษฐกิจให้ยกรถยนต์ขึ้นจากโคลน


โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยอะไรบ้าง ตนเชื่อว่าในที่นี้ มีหลายคนใช้คนละครึ่ง เพราะว่ารัฐช่วยลดค่าใช้จ่าย สิ่งที่ตนภูมิใจที่สุดคือเวลาตนไปเดินตลาดและไปเจอคุณลุงคุณป้ายิ้มแย้ม ก่อนที่ตนจะเข้ามาตลาดเงียบ พอเข้ามาไปเดินตลาดไม่ว่าจะเป็นจังหวัดไหนทุกคนยิ้มแย้ม พ่อค้าและแม่ค้ากระเป๋าตังค์ตุงมากขึ้น และที่สำคัญพลัสของเรา ไม่ได้แจก แต่เพิ่มทักษะ ตนดีใจมากที่ไปเดินตลาดแล้วเจอกับคุณลุงคนหนึ่งที่ไปเข้าเรียนหลักสูตรพลัสที่ช่วยเพิ่มรายได้ เคยขายได้ 10,000 บาท วันนี้พอไปเรียนขายออนไลน์ขายได้ 50,000 บาท โครงการของเราคนละครึ่งจึงไม่ใช่คนละครึ่งธรรมดา แต่เป็นคนละครึ่งที่ทำให้คนไทยเก่งขึ้น

...


นอกจากนี้ยังมีโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ วันนี้มีคนสมัครแล้ว 300,000 คน ตั้งเป้าอยู่ที่ 1,300,000 คน และต้องการให้คนที่เป็น NPL ที่ไม่รู้ว่าจะชำระหนี้ได้อย่างไร นอนไม่หลับเป็นหนี้รถยนต์ เป็นหนี้บ้าน เป็นหนี้บัตรเครดิต สิ่งที่ทำก็คือ ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงบอกว่าให้นโยบายปิดหนี้ไวไปต่อได้ ดึงหนี้ออกมาเพื่อมาบริหารลดหนี้ให้กับประชาชน และสอนให้มีความรู้ทางการเงินจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นหนี้ใหม่ และกลับมากู้ได้ ซึ่งเป็นการชุบชีวิตไม่ใช่นโยบายสั้นแค่ลดภาระหนี้ แต่เป็นการจบหนี้ และให้มีชีวิตใหม่


ขณะที่โครงการ SMEs ต่อลมหายใจ วันนี้เรามีนโยบายที่ตั้งกองทุนใหม่ ค้ำประกันเพื่อให้แบงค์ กล้าปล่อยให้ SMEs มากขึ้น เพื่อให้ SMEs เดินต่อได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ 90% ของผู้ค้ามาจาก SMEs ดังนั้นต้องช่วยคนไทยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น


ตนเข้ามาทำงานทิ้งชีวิตราชการไป 16 ปี ทิ้งประธานกรรมการธนาคาร ซึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทุกคนหมายปอง แต่การออกมาครั้งนี้เพื่ออยากให้ประเทศไทยดีขึ้น สิ่งที่ดีขึ้นคืออยากให้ประเทศไทย นอกจากจะฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา วันนี้ข้อมูลออกมาแล้วว่าประเทศไทยพ้นจากหล่มเศรษฐกิจเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโตเพียง 0.3% แต่วันนี้ตัวเลขออกมาโต 1.8% ซึ่งคิดเป็นเงินไทยปีที่แล้วทั้งปีประมาณ 300,000 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เม็ดเงินจากโครงการของรัฐช่วยให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น


อย่างไรก็ตาม ตนได้นำทีมไปที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ น่ากลัวมาก เพราะประเทศแตกเป็นขั้ว เราเห็นประธานาธิบดีอีกประเทศหนึ่งด่าอีกประเทศ ดังนั้นหลายประเทศพูดเลยว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่บนโต๊ะเจรจา หรือโต๊ะกินอาหาร หรือจะเป็นอาหารให้เขากิน ดังนั้นประเทศไทย โดยตน นางศุภจี สุธรรมพันธ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว เราพาคนไทยไปอยู่บนโต๊ะอาหารเจรจากับนานาประเทศเรียบร้อย


สิ่งที่เราต้องการทำคือต้องการให้ประเทศไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจโลก และเวทีโลก แม้จะไปคุยกันที่เมืองดาวอส แต่สะเทือนมาถึงดาวคะนอง ถ้าเราไม่หาพันธมิตร เราไม่สามารถไปเจรจากับผู้ค้าเราได้ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย เราจะไม่สามารถไปต่อรองกับใครก็ได้ คนตกงาน ธุรกิจจะขาดทุน และสิ่งที่เราทำคือเราไปเจรจา ตนไปเพียงแค่ 3 วัน สามารถดึงการลงทุนมาได้ 500,000 ล้านบาท นี่คือการที่เราไปอยู่บนโต๊ะเจรจา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดึงมาไม่ใช่การดึงแค่นั้น แต่เป็นการดึงเทคโนโลยีที่จะมาลงทุนในประเทศไทย และจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี และสอนทักษะให้กับคนไทยเก่งขึ้น นี่คือสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นประเทศไทยจะได้ภูมิใจว่าเราอยู่ในเวทีโลก


สิ่งต่อไปเทคโนโลยี AI ที่หลายคนใช้ช่วยชีวิตเรามาก แต่หากใครไม่ใช้ AI จะตกงาน นี่คือคำเตือนจากดาวอส ดังนั้นนโยบายเท็นพลัสของเรา จึงมีการสื่อสารเท่าเทียม จะสอน AI ฟรีให้กับคนไทยซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น เรียนฟรีมีงานทำ


สำหรับโลกยุคใหม่นั้นจะเป็นโลกสีเขียว ทุกอย่างต้องการพลังงานสะอาด สิ่งสำคัญนโยบายพรรคภูมิใจไทย ชุมชนพลัสจะให้คนไทยสามารถทำโซลาร์ชุมชนขายไฟจากบนหลังคาได้ ให้ประชาชนทุกคนติดโซลาร์ได้ จะได้ลดค่าไฟ และขายไฟคืนได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหลังคาเป็นรายได้ จะทำให้คนในชุมชนมีรายได้มากขึ้น


สิ่งสำคัญคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน คนละครึ่งพลัสที่เราทำจะมีต่อแน่นอน นายอนุทิน บอกกับตนวันแรก ตั้งแต่ยุบสภาว่าอย่างไรก็ต้องทำต่อ สิ่งที่เราทำให้ลดค่าใช้จ่ายคนละครึ่งอย่างเดียว แต่เราจะช่วยเพิ่มทักษะเอา AI ไปสอนในกระเป๋าตังค์และถุงเงินด้วย เพื่อให้คนไทยใช้จ่ายได้ดีขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่ตนไปเจอสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการไปเรียน AI


สุดท้ายแล้วไทยจะยืนอย่างไร บนเวทีโลก ตนไม่ใช่แค่อยากจะมาทำให้คนไทยแก้ปัญหา แต่ทำให้คนไทยมีความสุขในระยะสั้น เราอยากให้คนไทยเข้มแข็งในระยะยาว การที่ตนไปดึงนักลงทุนมาจำนวน 500,000 ล้านบาท เพื่อจะมาพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ให้คนไทยเก่งขึ้น ดังนั้นให้คนไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น


นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความตั้งใจของตน ฝันของตนคืออยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยที่มีความสุข ให้คนไทยยืนได้โดยขาของตัวเอง เราจึงไม่ทำนโยบายประชานิยม และไม่ทำนโยบายแจกเงิน แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ดไปตกปลา ไม่ใช่ให้ปลาเข้าไปกินแล้วจบ ดังนั้นนี่คือหลักการของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ทำงานรับตำแหน่งมาเริ่มงานวันแรกวันที่ 30 กันยายน 2568 นายกฯ อนุทินยุบสภา วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำงานมา 73 วัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนโยบายที่เราช่วยยกให้เศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม วันนี้พ้นจากหล่มแล้ว เป็นการพิสูจน์ว่าเราทำจริง ไม่ได้พูดอย่างเดียว และเราก็ทำเป็น สิ่งที่อยากขอโอกาสประเทศไทยขึ้นจากหล่มยังไม่พอ ต้องให้รถยนต์ของคนไทยขับเคลื่อนไปได้เร็ว สิ่งที่เราต้องทำคือนโยบายเท็นพลัส คิดว่าทุกคนพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เราจะได้มีรายได้มากขึ้น มีหนี้ลดลง และทำอยู่บนวินัยการเงิน และเราทำงานมาอยู่ 73 วัน เรายกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ 73 ก็กลับด้านเป็น 37 พอดี ใครก็พูดได้ คนพูดเก่งทั้งนั้น แต่คนที่ทำเป็นและทำดีนั้นมีน้อย อยากจะบอกว่านโยบายดี เท็นพลัสมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าทำเป็นเลือกภูมิใจไทยจะได้ชีวิตดีขึ้นไม่น้อยกว่า 10 เท่า