“เพื่อไทย” เปิดจุดยืนการทูต 3 มิติ ปักธงพาโลกล้อม “กัมพูชา” ตัดจบสแกมเมอร์ ขณะที่ “พรรคประชาชน” แสดงจุดยืนตามวาระ บอกการทูตไม่เลือกข้าง


วันที่ 30 มกราคม 2569 โค้งสุดท้ายของเลือกตั้ง 2569 “ดีเบตอีกสักตั้ง กับไทยรัฐเลือกตั้ง 69” มีผู้เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์วันนี้ ประกอบด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำเนินรายการโดย กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ สามารถรับชมได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และไทยรัฐออนไลน์ทุกช่องทาง

เมื่อเข้าสู่คำถาม ถ้าได้เข้าไปเป็นรัฐบาล จะจัดวางความสัมพันธ์กับผู้นำแต่ละคน (สหรัฐ-จีน-กัมพูชา) อย่างไร?

ทางด้าน ดร.วีระยุทธ เผยว่า หลักที่เราเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เราเรียกว่าโปรไทยแลนด์ หมายความว่า คุณเลือกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการต่อรองกับเพื่อนบ้านและมหาอำนาจ อย่าไปเทกไซด์คือจีน อเมริกา ยุโรป คุณไม่ต้องไปเลือกว่าจะรักหรือเกลียดเขา ขอให้ดูเป็นเชิงประเด็น ถ้าคุณตั้งต้นว่าต้องอยู่ข้างไหน จะผิดและมีปัญหาทันที

อีกอย่างหนึ่งคืออย่าเดินเข้าไปดุ่มๆ สิ่งที่ประเทศไทยควรจะทำคือ หาพันธมิตรที่เป็นมิดเดิลพาวเวอร์ อย่ามองตัวเราเล็ก ให้มองตัวเราเป็นประเทศที่มีขนาดพลังระดับกลางที่มีอำนาจต่อรอง คุยกับสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดฯ ญี่ปุ่น เกาหลี ว่าเขาคิดอย่างไร และจับมือรวมกันได้ อย่าคิดว่าเราไปเดี่ยวๆ เดินไปสู้กับแต่ละคน มันไม่มีประโยชน์ อาจจะแพ้หรือไม่ได้ประโยชน์อะไร ตั้งต้นก่อนโปรไทยแลนด์ไม่ต้องเทกไซด์ใคร เพราะแต่ละประเทศ แต่ละท่าน อาจจะมีเรื่องที่ดีและไม่ดีกับเรา

...

ยกตัวอย่างประเทศจีน ถ้าเราพูดถึงปัญหาเฉพาะเจาะจงโดยเฉพาะในภาคเหนือ สารพิษ แม่น้ำกก ต้องคุยกันหลายฝ่าย ตั้งแต่เมียนมา จีน ไทย แล้วมาหาข้อตกลงมีกลไกภาคีที่จะต้องบังคับตรวจสอบมอนิเตอร์ ไม่อย่างนั้นจะแก้ไขไม่ได้ ต้องยืนยันเข้าไปคุยกับเขาโดยตรง แต่ขณะเดียวกันจีนก็มีบางเรื่องที่เรามีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นประเทศใหญ่ๆ อย่างประเทศจีน มันจะมีจุดที่เราร่วมได้ จุดที่จำเป็นต้องต่อรอง อย่าเลือกข้างเป็นประเทศ ให้เลือกโปรไทยแลนด์เสมอ แล้วคุยเป็นประเด็นไป

ส่วนกัมพูชาต้องจัดการเรื่องสแกมเมอร์ให้ได้ แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อเราเช่นเดียวกัน ที่เรายืนยันมาตลอด คือที่ผ่านมาเซ็น MOU ระหว่างหน่วยงานภายในมันแก้ไม่ได้จริงๆ คุณต้องทำให้ศูนย์ต่อต้านสแกมเมอร์เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ในการทำงานร่วมกับนานาชาติ แลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ตรวจสอบเส้นเงิน เพื่อจัดการต้นตอปัญหา

ทางด้าน นายเผ่าภูมิ เผยว่า แต่ละความสัมพันธ์ต้องดูว่าในเชิงมิติไหน 1. มิติการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ 2. มิติสแกมเมอร์ 3. ความมั่นคงชายแดน ทั้ง 3 มิติความสัมพันธ์ของทั้ง 3 คนนี้ไม่เหมือนกัน มันใช้สูตรเดียวกันไม่ได้ ต้องมองทีละมิติ ต้องดูว่าเราคุยกันถึงเรื่องอะไร ถ้าเราคุยเรื่องการค้าการลงทุนกับสหรัฐอเมริกากับจีน สิ่งที่ประเทศไทยควรจะเป็น คือเป็นฟองน้ำที่ยืดหยุ่นเพียงพอ ไม่ว่าขั้วไหนจะขึ้นจะลงเราสามารถมีที่ยืนได้

ส่วนเรื่องของสแกมเมอร์ เราจะทำประเทศไทยให้เป็นพี่ใหญ่ในการปราบสแกมเมอร์ ทำบทบาทตรงนี้ให้เด่นขึ้น และใช้โลกล้อมกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่กำลังมีปัญหา ทำได้ทั้งมิติการบีบด้านการเมือง บีบด้านเศรษฐกิจ บีบการค้าต่างๆ หาพันธมิตรทำตัวเองให้เป็นพี่ใหญ่และไปล้อมในส่วนที่เป็นปัญหา

ต่อมาเรื่องชายแดน เราเชื่อในระบบทวิภาคี ในการที่เรามีปัญหากับกัมพูชา แล้วคุยหาข้อสรุปให้ได้ การที่เราดึงหลายๆ ฝ่ายเข้ามาอาจจะไม่เป็นประโยชน์มากนัก ฉะนั้นเราเชื่อในระบบทวิภาคี โดยสรุปถ้าเป็นการค้าเราเป็นฟองน้ำทั้งสองขั้ว ถ้าเป็นสแกมเมอร์เราเอาทั้งสองขั้วล้อมส่วนที่เป็นปัญหา ถ้าเป็นชายแดนเราคุยกับประเทศที่เป็นปัญหาทำให้มันจบ.