ดีเบตไทยรัฐ “เผ่าภูมิ” ลั่น พรรคเพื่อไทยต่อสู้กับการรัฐประหารมาตลอด เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด “สิริพงศ์” มองอย่าสร้างให้เกิดเงื่อนไข “วีระยุทธ” ชู ถ้าไทยจะไปสู่รายได้สูง ต้องยึดหลักประชาธิปไตย
วันที่ 30 มกราคม 2569 ดีเบตอีกสักตั้ง กับไทยรัฐเลือกตั้ง 69 วันนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจาก 3 พรรคการเมือง คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำเนินรายการโดย กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ สามารถรับชมได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และไทยรัฐออนไลน์ทุกช่องทาง
เมื่อเวลา 18.35 น. เข้าสู่ช่วงที่ 3 ของรายการ กาย พงศ์เกษม กล่าวว่า ตลอดกว่า 93 ปี นับตั้งแต่ 2475 เส้นทางประชาธิปไตยของไทยล้มลุกคลุกคลาน มีการรัฐประหารเกิดขึ้น 12 ครั้ง เลือก 29 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ โดยการเลือกตั้ง รัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ วนเวียนเป็นวงจรซ้ำซาก พร้อมทั้งเปิดเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้ ทั้งการที่ประธานาธิบดีประกาศกฎอัยการศึก และแกนนำฝ่ายค้านออกมาต่อต้าน มีความเห็นและจะทำอย่างไรหากเกิดรัฐประหารอีก
...
นายเผ่าภูมิ ตอบว่า พรรคเพื่อไทยปฏิเสธมาตลอดในเรื่องรัฐประหาร ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเราต่อมาโดยตลอด ทั้งประชาชน สมาชิกของพรรค สส.ของพรรค รวมถึงบุคลากรของพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นกระบวนการที่บ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย เราเสียเลือดเนื้อ พี่น้องที่เดินไปกับเราบางคนต้องเข้าไปอยู่ในคุก เราสูญเสียอะไรหลายอย่าง แต่ไม่ได้ทำให้เราหยุดต่อสู้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด และเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ต่อไป
พร้อมชวนคิดและมองไปข้างหน้า ว่า กระบวนการและความรับรู้ของประชาชนในทุกวันนี้ ไม่ยอมรับการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายและทุกพรรคการเมืองมองว่าเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตยและไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก แต่กระบวนการทำให้เกิดขึ้นมันจะเปลี่ยนรูปแบบไป เราจะเห็นเรื่องของการใช้นิติสงคราม การใช้กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอีกกลไกหนึ่งหรือพัฒนาการหนึ่ง ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทยต้องต่อสู้และชี้แจงให้พี่น้องประชาชนเห็นถึงกระบวนการเหล่านี้ว่ามีจริง และเป็นกระบวนการที่ไม่ทำให้ประชาธิปไตยสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้
นายเผ่าภูมิกล่าวต่อไปว่าปัจจุบันมี 3 เสาหลัก คือตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกเสาหนึ่งที่เกิดขึ้นมา คือองค์กรอิสระ ถ้าที่มาและอำนาจหน้าที่มันแปรผันตรงกันก็คงโอเค แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือที่มาขององค์กรอิสระมาจากไหน กระบวนการได้มา การคัดเลือกกรรมการในองค์กรอิสระนั้นมาจากทางสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็ต้องไปดูต่อว่าที่ว่า สว. มาจากไหนน่าจะเป็นที่ทราบกันในสังคมโดยทั่วไปว่าเกิดข้อกังขา ว่ามีการเชื่อมโยงอะไรกันหรือไม่ เป็นที่ถกเถียงและไม่ยอมรับกันในสังคมว่าตรงนี้มีปัญหา
เมื่อต้นตอมีปัญหา นำมาสู่การได้มาซึ่งองค์กรอิสระ ซึ่งที่มาก็ยังเกิดความกังขา และไม่สอดคล้องกับตัวอำนาจ เพราะอำนาจขององค์กรอิสระยังไม่ค่อยยึดโยงกับพี่น้องประชาชน แต่มีอำนาจเพียงพอที่จะทำให้องค์กรที่มาจากพี่น้องประชาชนนั้นมีปัญหาหรือถูกถอดถอนได้ ตรงนี้คือปัญหาที่แท้จริงว่า ที่มากับอำนาจมันไม่สอดคล้องกัน และคงนำไปสู่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
นายสิริพงศ์ ระบุว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่ม มักจะออกมาบอกว่าทำไมทหารไม่ออกมา โจมตีนักการเมือง ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น พร้อมยกตัวอย่างถ้าเป็น สส. จะไม่สามารถเป็นกรรมการในบอร์ดต่างๆ ได้เลย แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งในสมัยรัฐประหาร สามารถทำหน้าที่บอร์ดได้ ตนเคยตั้งคำถามกับข้าราชการไปว่าเกิดอะไรขึ้น และได้คำตอบว่าเพราะไม่ใช่ สส. แต่เป็น สนช. โดยที่ไม่ได้ดูที่มาที่ไป นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงรากเหง้าของระบบราชการที่ยึดโยงกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแบบนี้ ส่วนตัวคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องแก้ เพราะแม้นักการเมืองมีทั้งดีและไม่ดี แต่ก็มาจากการที่ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนของเขา
แต่ถ้าจะทำให้ไม่เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาอีก เห็นตรงกับนายเผ่าภูมิ ว่า วันนี้ประชาชนมีความคิดว่ารับไม่ได้กับการปฏิวัติรัฐประหาร สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำในขณะที่เรามีอำนาจรัฐ คืออย่าไปสร้างให้มันเกิดเงื่อนไข และเราต้องปฏิเสธทุกการรัฐประหาร ตนคิดว่าดีที่สุดคือป้องกัน
“ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งเหมือนกับลูกตุ้มที่แกว่งซ้ายแกว่งขวา วันนี้เราผ่านการเลือกตั้งมา 6 ปี ผมคิดว่าลูกตุ้มเข้าสมดุลแล้ว จากแต่ก่อนอาจจะถูกดึงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไป ตามหลักโมเมนตัมพอปล่อยออกมาแรงเหวี่ยงก็เยอะ วันนี้เริ่มเข้าสู่สมดุลแล้ว การปฏิวัติรัฐประหาร หวังว่าเราจะไม่ได้เห็นในช่วงชีวิตที่เหลือของเรา”
ทางด้าน นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี ว่า พรรคประชาชนตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล เรายืนยันชัดเจนว่าเราพร้อมยืนหยัดสู้ ปกป้องระบอบประชาธิปไตย ในเรื่องของจุดยืนไม่มีปัญหาและเราชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องแก้ปัญหาในเชิงระบบด้วยคือรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นการลงประชามติครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มาจากระบอบรัฐประหาร ต้องแก้ให้เป็นที่มาของประชาชน การทำประชามติครั้งนี้จึงถือเป็นการเปิดประตูให้ไปสู่การเกิดการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อผ่านขั้นนี้ก็จะต้องมีกระบวนการต่อๆ ไป จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ไปกาเห็นชอบ
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจประชาชนในช่วงเวลาที่ไม่มีรัฐประหาร สังคมไทยต้องรู้ว่าต้นทุนของรัฐประหารคืออะไร เราคุยในเรื่องนี้น้อยเกินไป ถ้าย้อนกลับไปเรื่องทุนเทาเริ่มไหลมาตั้งแต่การเป็นระบอบรัฐประหาร ต้นทุนของการรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนนั้น แต่เป็นผลพวงที่ตามมา โดยเฉพาะกรณีปัจจุบันคือทุนเทา หรือการให้วีซ่า และกระบวนการให้ citizen กับบางกรณี ที่นำไปสู่การฟอกเงินในปัจจุบัน
อีกเรื่องคือเศรษฐกิจ ในอดีตเกาหลีใต้มีการประท้วงใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1980 และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกาหลีใต้ไม่วกกลับไปหาทหารอีกเลย เพราะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ เรียกว่าโค้งสุดท้ายก่อนเข้าไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง เกาหลีใต้เป็นประเทศตัวอย่างที่ดีว่า ระบอบเผด็จการเข้ามาได้ถึงแต่จุดหนึ่งเท่านั้น แต่มันไปต่อไม่ได้ โค้งสุดท้ายถ้าเราจะไปสู่รายได้สูง คือการยืนยันหลักการประชาธิปไตย ดังนั้น 1. ให้สังคมเข้าใจต้นทุนรัฐประหารให้ดีกว่านี้ว่ามีต้นทุนอะไรกับสังคมและประชาชนกับ 2. เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง เป็นเรื่องการพาประเทศไปสู่รายได้สูงด้วยเช่นกัน