"พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน" ตอบคำถาม "พรรคภูมิใจไทย" หากทำนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนไว้ไม่ได้ จะรับผิดชอบอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

วันที่ 30 ม.ค. 2569 โค้งสุดท้ายของเลือกตั้ง 2569 "ดีเบตอีกสักตั้ง กับไทยรัฐเลือกตั้ง 69" โดย กาย พงศ์เกษม เปิดเวทีดีเบตอีกครั้ง ชิงธงโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง ได้แก่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เมื่อเข้าสู่ช่วง "1 คำถาม 2 คนดีเบต" คำถามที่ 3 นายสิริพงศ์ ได้เป็นผู้ตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องของนโยบาย โดยถามว่า ในส่วนประชาชนที่ฟังนโยบายนักการเมืองต่างๆ ที่หาเสียง พอถึงเวลาแล้วดำเนินการ หรือทำไม่ได้ แต่ละพรรคการเมืองจะแสดงความรับผิดชอบต่อบางเรื่องอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายที่ในการหาเสียงพูดไว้ดิบดี พอถึงเวลานโยบายนั้นก็หายไป จะต้องทำอย่างไร

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ท่านถามตรง ผมก็ตอบตรง ท่านคงหมายถึงตัวดิจิทัลวอลเล็ต ดิจิทัลวอลเล็ตเราเข้าไป 2 ปี ครึ่งหนึ่งของวาระรัฐบาล เราสามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ประชาชนครึ่งหนึ่งของตัวนโยบายได้ ถ้าเราได้ครบวาระ 4 ปี เราเชื่อว่าครบทุกคนจะได้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต และเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ ในเชิงผลตอบรับ ในเชิงของตัวเลข สามารถทำให้จีดีพีเพิ่มได้ สามารถทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลย 2-3 ปี เราถือตรงนี้เป็นความสำเร็จ

...

ในการนำเสนอนโยบายครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย นโยบายทางด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลาเรามอง ต้องมองถึงมิติทางความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลาใดๆ มันมีพลวัตของมัน ในการออกแบบนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ในครั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่านจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ที่ครบวงจร ในการเติมเงินให้กับพี่น้องที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000 บาท ก็เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลให้พวกเขามีรายได้ที่เพียงพอสำหรับอาหารในมื้อต่อๆ ไป

เรามีโครงการประกันกำไรสินค้าราคาเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเข้าไปช่วยพี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่นวัตกรรมทางด้านการเกษตร เรามีโครงการหวยเกษตรที่จะเป็นการผูกระหว่างแรงจูงใจกับความชอบลุ้นโชค นำไปสู่การออมให้กับพี่น้องประชาชน เรามีโครงการเศรษฐีเงินล้าน 9 รางวัล เพื่อการได้มาซึ่งข้อมูล และขยายฐานภาษี และนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการนำเข้าสู่ฐานภาษีใหม่ๆ เรามีโครงการเกี่ยวกับ SME ในการสนับสนุนพี่น้อง SME ทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ให้ภาครัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มมากขึ้น การเป็นกลไกระบบค้ำประกันสินเชื่อระบบใหม่ ท่านจะเห็นว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่ครบวงจร และตอบสนองภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น

ด้าน ดร.วีระยุทธ ตอบว่า เป็นคำถามที่ดีและสร้างสรรค์มาก ผมคิดว่านักการเมืองทุกคน และพรรคการเมืองจะต้องตอบคำถามนี้ร่วมกัน สำหรับพรรคประชาชน รอบนี้เรากังวลเรื่องนี้ เลยทำงานเรื่องการเทรนนโยบาย ให้คนที่มีส่วนทำนโยบายแต่ละด้านหาคำตอบมาเลยว่า What Why และ How ที่หมายความว่า ท่านต้องระบุได้เลยว่าจะไปแก้ตรงไหน 

บางเรื่องของกฎระเบียบ กฎกระทรวง ดังนั้นรัฐมนตรีสามารถแก้ได้เลย อย่างที่เราพูดเรื่องคอร์รัปชัน ยกตัวอย่างเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เฉพาะเจาะจงมันอยู่ที่ระเบียบการคลัง พ.ศ. 2561 ดังนั้นถ้าแก้ไป แก้ที่ตัวนี้ได้ จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญทุกนโยบายจะมีบอกเลยว่า ถ้าเป็น พ.ร.บ. เราเข้าใจว่ามันจะนานกว่า ต้องใช้เวลาหาฉันทามติในสภาให้ได้ แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นกฎกระทรวง ระดับนโยบายที่ตัว รมต. ทำได้

ดังนั้นเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อีกเรื่องหนึ่งก็คือกรอบวงเงินงบประมาณที่จะสามารถใช้ได้ แม้ว่าแต่ละปีเราจะมีงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่างบที่ใช้ได้จริง ตัดค่าใช้จ่ายต่างๆ มันจะเหลือไม่มาก และปีนี้ถ้าเข้าไปปีหน้าจะใช้งบได้ประมาณ 6.9 แสนล้าน ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่พอจะใช้งบทางนโยบายได้ ดังนั้นเรื่องสวัสดิการ อย่างเบี้ยผู้สูงวัย เราจึงตั้งต้นจากรอบนี้ว่าเหลือเงินเท่านี้ ควรแบ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่ เป็นสวัสดิการ การศึกษาเท่าไหร่ จึงได้คำตอบว่าจะเริ่มต้นที่ 1,000 จบที่ 1,500 ซึ่งเราทำตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่มี เราให้ความสำคัญกับทั้งคนกดงบ เป็นเรื่องที่เราเตรียมความพร้อม เพื่อเข้าไปแล้วทำได้เลย