"ภูมิใจไทย-เพื่อไทย" ตอบคำถาม "พรรคประชาชน" หากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีวิธีการคัดเลือกให้ใครควรจะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหนอย่างไรบ้าง


วันที่ 30 มกราคม 2569 โค้งสุดท้ายของเลือกตั้ง 2569 "ดีเบตอีกสักตั้ง กับไทยรัฐเลือกตั้ง 69" โดย กาย พงศ์เกษม เปิดเวทีดีเบตอีกครั้ง ชิงธงโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง ได้แก่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เมื่อเข้าสู่ช่วง 1 คนถาม 2 คนดีเบต คนที่สองที่ได้ถามคำถามคือ ดร.วีระยุทธ ตั้งคำถามว่า “การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคประชาชนพยายามจะผลักดันวาระและแนวทางการเมืองใหม่ไปอีกขั้น คือนอกจากนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนโยบายที่เป็นรูปธรรม มีหนังสือนโยบาย มีเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าไปดู เรายังนำเสนอทีมบริหาร ถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคสีส้ม เราจะมีใครเป็นผู้บริหารด้านไหนบ้าง เรานำเสนอให้สาธารณะเห็นก่อนเลย เรียกว่าไม่ต้องเป็นกล่องสุ่ม ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคการเมืองควรจะทำเช่นเดียวกัน เลยอยากถามว่าถ้าท่านได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีวิธีการอย่างไรในการคัดเลือกว่าใครควรจะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน ใช้หลักการอะไร”

ทางด้าน นายสิริพงศ์ เผยว่า พรรคภูมิใจไทยเราทำมาให้เห็นแล้ว ตอนคุณอนุทินเป็นนายกฯ เราพูดเลยว่าจะมีอยู่ 3 กระทรวงที่จะต้องเป็นคนนอกที่เป็นสเปเชียลลิสต์เท่านั้น คือ คุณเอกนิติ คุณศุภจี และคุณสีหศักดิ์ มารับผิดชอบใน 3 เรื่องที่เป็นประเด็นที่มีปัญหาจริงๆ และมีความสำคัญมากในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนั้น เรายังคิดว่าในส่วนอื่นๆ หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมกระทรวงอื่นๆ ถึงยังไม่เปิดตัว ตนคิดว่าการเปิดตัวผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ดีกรีของเขาเท่านั้น แต่คิดว่ามีองค์ประกอบหลักหลายอย่าง ยกตัวอย่าง บางคนอาจจะบอกว่าทำไมคุณเอา สส. มาเป็นรัฐมนตรี ทำไมมีแต่นักการเมือง แต่วันที่คุณเป็นฝ่ายค้านก็เอาคนจากหลากหลายอาชีพมาเป็นนักการเมือง หรือจะปฏิเสธว่า ณ วันหนึ่งที่เขาเป็นนักการเมืองแล้ว มีพื้นฐานเป็น NGO มาก่อนจะลืมสิ่งเหล่านั้นแล้ว ตนคิดว่าไม่ใช่ สุดท้ายมันอยู่ที่ความสามารถในการบริหาร

...

ยกตัวอย่าง คุณขิง พอเข้ามาเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม เขาทำได้ค่อนข้างดี รู้รายละเอียดค่อนข้างเยอะ หรือแม้แต่ท่านเพิ่มพูล ชิดชอบ วันมาถูกบอกว่าเป็นโควต้าบ้านใหญ่ แต่วันนี้มันพิสูจน์ให้เห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา ว่าท่านทำเรื่องการศึกษาได้ดี

ขณะที่ นายเผ่าภูมิ เผยว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่บริหารราชการแผ่นดินมาเป็นเวลานาน และทราบถึงกระบวนการเลือกคนที่จะเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี ในการเลือกนั้นแน่นอนว่า 1.ต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต 2.เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ 3.ต้องเป็นคนที่สามารถผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชนได้ และต้องทำงานเป็นทีม สามารถทำงานร่วมกับทุกคนได้ กระบวนการเหล่านี้เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานในเรื่องของการจะไปเป็นรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตนเป็นนักวิชาการมาก่อน และก็อยู่ในภาคการเมืองมาพอสมควร ตนเห็นประโยชน์ของการมีองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ แต่ในขณะเดียวกันอีกปัจจัยที่สำคัญคือความยึดโยงกับพี่น้องประชาชน การที่อยู่ในพรรค มีสังกัดพรรค ได้เห็นกระบวนการพรรคในการทำงานกับพี่น้องประชาชน การได้ลงไปสัมผัสพี่น้องประชาชน นั้นคือความยึดโยงกับพี่น้องประชาชน บางทีการลงไปมันทำให้เราเห็นแววตา เห็นความเดือดร้อนของเขา ทำให้รู้ว่าเขาต้องการอะไร ได้สัมผัสกับโครงสร้างเหล่านี้ ตนคิดว่าเป็นโครงสร้างที่กลมกล่อมในเรื่องของการคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถ ความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และสามารถผลักดันนโยบายได้

ฉะนั้นตอบคำถามนี้ คิดว่าต้องสมดุลในความรู้ความสามารถ และในมิติของการที่มีเจตจำนงในการผลักดันนโยบายให้สำเร็จและมีเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน.