KPI Poll ชี้ “อนุทิน” มาที่ 2 คนมองแก้ปัญหาประเทศได้จริง ส่วนอันดับ 1 “ยังไม่มีบุคคลเหมาะสม” เผย เลือกตั้ง 2569 ประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แนวโน้มประชามติ “เห็นชอบ” กว่า 53%


วันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll เรื่อง “เลือกตั้ง 69...ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 16-19 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. คิดว่าใครสามารถแก้ปัญหาประเทศได้จริง (ครั้งที่ 2)

  • ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม 23.4% (ลดลงจาก 26.2%)
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย 18.9% (เพิ่มขึ้นจาก 16.9%)
  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 18.8% (เพิ่มขึ้นจาก 15.2%)
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 12.1% (เพิ่มขึ้นจาก 10.9%)
  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 8.8% (ลดลงจาก 10.2%)

กลุ่มที่ขยับขึ้นน่าสนใจ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม จาก 1.9% เพิ่มขึ้นเป็น 4.6%
  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ จาก 1.3% เพิ่มขึ้นเป็น 3.4%
  • คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย จาก 2.6% เพิ่มขึ้นเป็น 3.2%
  • บุคคลอื่น จาก 4.7% เพิ่มขึ้นเป็น 5.3%

...

เสียงในหัวอย่างแรก ของการไปกาบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ (สำรวจโดย LINE TODAY) พบว่า

  • อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ 52.6%
  • ชอบนโยบายพรรค 30.2%
  • ชอบตัวบุคคล 8.6%
  • ยังไม่แน่ใจ 6.2%
  • ไม่อยากให้ฝั่งเดิมชนะ 2.4%

สรุปผลโพลว่า โค้งสุดท้ายยังเปิดกว้างในการช่วงชิงความเชื่อมั่น แต่เริ่มเห็นการขยับจากความไม่แน่ใจไปสู่การเลือกมากขึ้น คะแนนของผู้ถูกมองว่าแก้ปัญหาได้จริงมีการสลับขึ้นลงชัดเจน สะท้อนว่าพรรคการเมืองยังพลิกเกมได้จากความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารที่จับต้องได้ ส่วนผลการสำรวจจากไลน์ สะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยความหวังต่อความเปลี่ยนแปลงเป็นหลัก

2. แนวโน้มการลงคะแนนคำถามประชามติ

  • เห็นชอบ 53%
  • ไม่เห็นชอบ 23.4%
  • ไม่มีความเห็น 23.6%

ภาพรวมประชามติเห็นชอบนำเกินครึ่ง แต่ยังมีคนลังเลสูง ส่วนตามเจเนอเรชั่น พบความต่างตามวัย คนรุ่นใหม่เห็นชอบมากกว่า ยิ่งอายุน้อยยิ่ง “พร้อมเดินหน้า” กับการเปลี่ยนแปลงผ่านประชามติ ส่วนกลุ่มอายุสูงขึ้น มีสัดส่วนไม่เห็นชอบเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจสะท้อนถึง ความกังวลเรื่องความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความไม่เข้าใจรายละเอียด โจทย์สำคัญคือการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจ ลดความกังวล ไม่ชี้นำ

3. ประเด็น 3 อันดับแรก ในรัฐธรรมนูญที่ควรแก้ไขมากที่สุด (คะแนนเฉลี่ยสูงสุด เต็ม 5 คะแนน)

  • ระบบการเลือก สว. 3.74 คะแนน
  • กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ 3.69 คะแนน
  • ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ 3.68 คะแนน

คนอยากแก้กติกาและผู้คุมกติกา โดยเฉพาะ สว. และองค์กรอิสระ มากที่สุด สะท้อนว่าประชาชนรู้สึกถึงปัญหาความโปร่งใสหรือมาตรฐานการตรวจสอบในปัจจุบัน และความคาดหวังต่อการทำให้ระบบการเมืองตรวจสอบได้มากขึ้น และลดข้อกังขาเรื่องความชอบธรรม

4. ใครช่วยรณรงค์ประชามติ?

  • สื่อมวลชน/องค์กรเอกชน 35%
  • รัฐบาล/หน่วยงานราชการ 15.8%
  • หน่วยงานท้องถิ่น 15.8%
  • พรรคการเมือง 14.6%
  • กกต. 13.7%
  • สถาบันการศึกษา 5.1%

สื่อเข้าถึงประชาชนมากกว่าหน่วยงานหลัก พรรคการเมือง และ กกต. มีบทบาทในการช่วยรณรงค์น้อยมากในสายตาประชาชน สะท้อนช่องว่างการสื่อสาร

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 6 ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ว่า สนามผู้นำยังเปิด คะแนนผู้นำยังแกว่งและกระจาย ขณะเดียวกันแรงขับของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมุ่งไปที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ด้านประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมไปในทางเห็นชอบ แต่ยังมีกลุ่มไม่มีความเห็น สูง และพบความต่างตามวัย อีกทั้งประเด็นที่ประชาชนอยากแก้เด่นชัด คือ ระบบเลือก สว. และ องค์กรอิสระ ส่วนการรับรู้เรื่องประชามติของประชาชนมาจาก สื่อ/เอกชนมากที่สุด และมากกว่าจาก กกต.

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อคนไปเลือกเพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองต้องตอบให้ชัดว่าทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน ใครรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่สโลแกนขายฝัน ส่วน กกต. ต้องยึดพื้นที่ข้อมูลคืนด้วยมาตรฐานเดียว เปลี่ยนบทบาทจากประชาสัมพันธ์ เป็นศูนย์ข้อมูลกลางที่สื่อหยิบไปใช้ได้ทันที (FAQ ภาษาง่าย/อินโฟ/คลิปสั้น/ตรวจข่าวลวง)

ขณะที่ปัญหาการลงประชามติ ไม่ใช่คนเห็นด้วยหรือไม่ แต่คนยังไม่มั่นใจสูง ต้องสื่อสารต่างวัยแบบอธิบายให้เข้าใจ เน้นผลต่อชีวิตจริง ลดความกังวล ไม่ใช่ชี้นำ หรือรณรงค์ให้เชื่อ.