“ษัษฐรัมย์” ชี้ เรากำลังมีค่าเสียโอกาสมหาศาลที่ “ประกันสังคม” อยู่ภายใต้ระบบราชการ ห่วงผู้ประกันตนจะเสียโอกาส เหน็บ ผู้บริหารประกันสังคมไม่มีใครต้องใช้บำนาญประกันสังคม


วันที่ 29 มกราคม 2569 รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมงานเสวนา “มองอนาคตลงทุน ประกันสังคม” ณ The Society at Gaysorn Tower ว่า ตนเองเชื่อว่าทุกคนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันสังคม ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตอนนี้ก็น่าจะสูงถึงเกือบจะ 3 ล้านล้านบาทแล้ว และมีการเทรดหุ้นไทยอยู่ในหลักแสนล้านบาท

แต่สำหรับในวันนี้เป้าประสงค์ของงานไม่ได้เป็นการแฉหรือว่าการเปิดโปง เพราะส่วนตัวเชื่อว่าทางสาธารณะก็ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่อยากย้ำคือเรื่องนี้มีทางออก และเรากำลังมีค่าเสียโอกาสมหาศาลของการที่ประกันสังคมอยู่ภายใต้ระบบราชการ วันนี้จึงพยายามพูดถึงในเรื่อง การเปรียบเทียบกับกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศนอร์เวย์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ที่เคยเจอวิกฤตปัญหาเช่นเดียวกับที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ แต่ว่าการที่ประเทศเหล่านั้นพูดความจริง ทบทวน จึงจะสามารถนำสู่การแก้ปัญหาได้ วันนี้จึงมีการเปิดวิสัยทัศน์ว่า การออกนอกระบบราชการในอนาคต สามารถที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตการลงทุนของประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพและผลตอบแทนที่ยึดโยงกับผู้ประกันตนได้มากขึ้น

ส่วนโครงสร้างใหม่ก็ยังมีหน่วยงาน นิติบุคคลภายใต้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากเปรียบเทียบก็คล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ซึ่งก็เป็นลักษณะคล้ายกับการเป็นลูกผสม แต่อีกด้านหนึ่งคือเปรียบเสมือนการทำให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การแปรรูปเอาเอกชนเข้ามา แต่เป็นการคืนอำนาจของการตรวจสอบ การบริหารของบอร์ดให้กับประชาชน ซึ่งก็พยายามที่จะผลักดันภายใต้โครงสร้างใหม่ ประกันสังคมถือว่าเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วม เนื่องจากว่ามีการเลือกตั้งบอร์ดโดยตรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อยู่ภายใต้โครงสร้างราชการ อย่างเช่นสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ที่ได้เงินจากรัฐบาลในการบริหาร แต่ไม่ได้มีกระบวนการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โครงสร้างใหม่นี้จึงมีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

...

เมื่อสอบถามว่ารูปแบบการลงทุนจะมีการปรับเปลี่ยนในรูปแบบใหม่อย่างไร รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ตอบว่า สำหรับแผนการลงทุนของประกันสังคมเดิมทีได้มีการอนุมัติว่ามีสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ที่ 40% ซึ่งตอนนี้บอร์ดได้มีการอนุมัติแล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าตามขั้นตอนของราชการจะใช้เวลาประมาณ 15 เดือน นั่นหมายความว่าตัวสัดส่วนการลงทุนของพอร์ตใหม่จะมีผล ปี 2571 ที่จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง 50% และมีความเสี่ยงต่ำ 50% ลักษณะตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นค่าเสียโอกาสเยอะที่เราอยู่ภายใต้ระบบราชการ เพราะเราไม่สามารถที่จะปรับพอร์ตไปสู่มาตรฐานสากล

“การลงทุนประกันสังคมถือว่าเป็นการลงทุนข้าม Generation หมายความว่าลงทุนวันนี้ หวังดอกผลเพื่อเป็นเงินบำนาญในอีก 20-30 ปี ดังนั้นจะต้องเป็นพอร์ตที่ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจสูง แต่ว่าต้องเป็นพอร์ตที่โปร่งใส ชัดเจน มีการเลือกที่ถูกต้องในวันนี้ ซึ่งก็ต้องหวังผลตอบแทนที่ถูกต้องในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ทำให้การอยู่ภายใต้ระบบราชการ ผู้ประกันตนจะเสียโอกาสนี้ แต่ก็อย่าลืมว่าผู้บริหารประกันสังคมไม่มีใครต้องใช้บำนาญประกันสังคม มีเพียงผู้ประกันตนเท่านั้นที่จะเสียโอกาสที่ไม่ได้รับประสิทธิภาพที่ดีพอ”

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เผยต่อไปว่า 2 ปีที่ผ่านมามีการปรับระบบ SAA ตัวใหม่ ซึ่งก็ทำให้มีผลดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นจังหวะของตลาด ตราสารหนี้ ที่มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็จะทำให้พอร์ตของเราดูดีขึ้น แต่หากพูดถึงพอร์ตที่เราคาดหมาย 20-30 ปีข้างหน้า คือเราหวังพึ่งโชคชะตาและปาฏิหาริย์ของตลาดอย่างเดียวไม่ได้ แต่มันต้องอยู่ที่การลงทุนที่มีการวางแผนในระยะยาวอย่างถูกต้องในอิสระและยึดโยงกับผู้ประกันตน

ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าไม่มีจังหวะไหนที่ดีเกี่ยวกับองค์ประกอบเท่าจังหวะนี้ ก็คือการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งตนเองก็เห็นฉันทามติของหลายพรรคการเมืองที่บอกว่าการปฏิรูปประกันสังคมเป็นเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่จะต้องทำ ซึ่งอย่างน้อย วันนี้ก็เห็นพรรคประชาชนบอกว่า 90+10 วัน เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการ และก็ยังมีในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่ออกมาพูดว่าแพทยสภายังมีการเลือกได้ทั้งบอร์ด 

สำหรับประกันสังคมแค่อัตรา 1 คนต่อการเลือก 7 คนทำไมถึงจะทำไม่ได้ เราจะเห็น 2 พรรคการเมืองที่มีการพูดถึงอย่างเป็นทางการ แต่ก็อยากให้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ออกมายืนยันในเรื่องนี้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยนั้น อยากจะกระตุ้นเตือนว่าในฐานะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ จะต้องมีฉันทามติเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้ผู้ประกันตนทั้ง 20 ล้านคน ซึ่งก็เป็นคะแนนเสียงของทุกพรรคได้พิจารณา ซึ่งตอนนี้องค์ประกอบสำคัญคือต้องการรัฐบาลและต้องการ สส. 250 คนขึ้นไป ในการที่จะผลักดันเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เงินส่วนนี้สามารถที่จะนำไปลงทุนให้งอกเงยได้อย่างไร รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ให้ความเห็นว่า ประกันสังคมก็บริหารด้วยเงินตัวเองมาโดยตลอด ทางรัฐบาลได้ช่วยบริหารเพียงแค่เงินเดือนของข้าราชการเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก เพราะว่าลูกจ้างและพนักงานทั่วไปก็ได้รับเงินเดือนจากของผู้ประกันตน แบ่งออกมาปีละ 5,000 กว่าล้านบาท ซึ่งสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดก็คือเงินเดือนของพนักงาน ส่วนตัวมองว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับพนักงานประกันสังคมที่ไม่ได้มีส่วนเอี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง สิ่งที่ชัดเจนคือเราสามารถตัดงบประมาณตัวนี้ได้ในจำนวน 5,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจากสัดส่วนของการจ่ายเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างแล้ว ก็ยังมีงบประมาณที่เกี่ยวกับเรื่องไอทีปีละกว่าพันล้านบาท ซึ่งก็เป็นค่าเมนเทนประมาณครึ่งหนึ่ง

ทางด้านการปรับปรุงระบบไอทีให้มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้ระบบคลาวด์เฟิร์ส ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเองก็มีความสามารถในส่วนนี้ ซึ่งทางประกันสังคมเองก็สามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายตัวนี้ได้ ที่จะไม่ต้องซื้อและไม่ต้องเมนเทนที่เป็นในลักษณะซ้ำซ้อนต่อเนื่อง ก็สามารถที่จะทำให้ประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ไปได้ ถ้าหากประกันสังคมสามารถออกนอกระบบราชการได้ สามารถที่จะลดงบประมาณในส่วนของค่าบริหารได้เพดานจาก 10% ให้เหลือเพียง 3% ส่วนตัวก็เชื่อว่ายังอยู่ในส่วนที่ประกันสังคมสามารถที่จะบริหารได้

ในประเด็นที่รองโฆษกสำนักงานประกันสังคมให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ว่า ค่าเฉลี่ยแล้วค่าจ้างพนักงานประมาณ 80 บาทต่อคน ประเด็นนี้คิดเห็นว่า จริงๆ แล้วมีเบื้องหลัง Economies of scale ที่เป็นหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ที่จะไม่สามารถมาคิดเฉลี่ยหารรายหัวได้ ระบบบางอย่างที่ถูกดีไซน์ขึ้น สามารถใช้กับคนได้แบบไม่จำกัด ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่มีการตั้งคำถามในการจัดซื้อจัดจ้างระบบ IT ต่างๆ และมีการวางระบบใหม่หรือเบิกงบใหม่ก็จะมีคำถามอยู่เสมอว่า การใช้งานจริงเป็นเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครที่จะสามารถตอบได้เช่นกันที่จะมาคิดเฉลี่ยต่อหัวว่า 80 บาทต่อคนต่อปี ส่วนตัวคิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องมาไล่ดูว่าแต่ละงบประมาณที่ถูกใช้ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ปฏิทิน สูท

(แฟ้มภาพ)