“ช่อ พรรณิการ์” ปลุกหัวคะแนนธรรมชาติ จุดเทียนส่องสว่าง “รักชนก” ขึ้นเวทีปราศรัยเดือดหลายเรื่องโกรธจนจุกอก ลั่น รอบนี้ต้องชนะถล่มทลาย ปลุกมวลชนเลือกพรรคประชาชน
เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 25 มกราคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “เชื่อในประชาชน Trust The People” ที่สามย่านมิตรทาวน์ ว่า วันนี้ขนาดพรรคประชาชน อยู่อันดับ 1 ในทุกโพล แต่กูรูการเมืองเขาไม่เชื่อว่าพรรคส้มจะได้เป็นรัฐบาล ต่อให้ชนะที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล กูรูการเมืองเหล่านี้ไม่ใช่ไม่แม่น แต่เขาเชื่อว่าเงิน อำนาจรัฐ กลไกเก่า มันมีอำนาจที่จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ แต่พวกเราไม่ได้เชื่อแบบนั้น ถ้าเสียงของประชาชนเปล่งออกมาพร้อมกัน 1 และ 8 กุมภาพันธ์ หากเสียงประชาชนดังพอ เราเชื่อว่าประชาชนจะสามารถผลักดันประเทศนี้ไปข้างหน้าได้ เราไม่ได้เชื่อแค่การกา แต่จะทำมากกว่านั้น
จากวันนี้เป็นต้นไป หัวคะแนนธรรมชาติจะทำงานหนักมากกว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญหาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินไปบอกทุกบ้าน ทำตัวเป็นสแปมทุกที่ เพราะคือพลเมืองที่ไม่ใช่แค่ตื่นรู้ แต่ลงมือทำ ถ้านั่งอยู่เฉยๆ รอการเปลี่ยนแปลง มันไม่เปลี่ยน จงลุกขึ้นมาทำมัน นี่คือภารกิจร่วมกัน ทำสัญญาประชาคมร่วมกัน ชื่อสัญญาสามย่าน เพื่อให้เสียงของคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ จุดเทียนส่องสว่างให้กับประเทศที่มืดมิดมานานหลายสิบปี เดินไปสู่อนาคตที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงด้วยกัน
...
ต่อมาเวลา 18.07 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ กล่าวเปิดเวทีด้วยการขอเสียงคนอยากตั้งรัฐบาลประชาชน พร้อมระบุว่า หลายคนคงจะลืมไปแล้วในการจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ หรืออาจจะลืมไปแล้วในวันที่เราโหวตนายกรัฐมนตรีไม่สำเร็จ แต่ตนไม่เคยลืมความรู้สึกวันนั้นได้ วันนั้นเรามีแค่ 150 มือในสภาฯ และวันนั้นก็มีคนผิดสัญญากับเรา ซึ่งการจะทำให้รอบนี้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จมากขึ้น คือเราต้องได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างมากมายและท่วมท้นให้ถล่มทลายก่อน หากไม่ถล่มทลายก็คงไม่สำเร็จ และเป็นความรู้สึกที่จุกอก จึงเป็นเหตุที่ต้องทำงานหนักมาตลอด 2 ปี ไม่ใช่เพิ่งมาทำในวันที่เขายุบสภาฯ และเราทำกันทุกคนทั้งพรรค เพราะเราต้องการให้ผลงานเป็นตัวบอกประชาชน
“ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งตัวไอซ์และเพื่อน สส.พรรคประชาชน เราทุ่มเทอย่างหนัก เพราะเราโกรธมากด้วย ตั้งแต่วันที่ควบรวมทรู-ดีแทค ศิริกัญญา ธนาธร ออกมาพูด ออกมาขวาง แต่เราไม่มีพลังจะออกไปขวางสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จ มาขูดรีดพวกเรา พอจะเลือกตั้งทีไรรับซื้อไฟทุกที และการรับซื้อไฟครั้งนี้มันก็ไปปรากฏอยู่ในบิลค่าไฟของพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ”
น.ส.รักชนก กล่าวต่ออย่างมีอารมณ์ว่า ตนโกรธปลาหมอคางดำ ใครในที่นี้อาจจะไม่ใช่ลูกหลานเกษตรกร แต่เราก็รู้ความรู้สึกของเขา คนก็รู้หมดว่าต้นตอมาจากไหนแต่ทำไมเอาผิดไม่ได้ โกรธที่ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา รายงานมีรออยู่แล้วของกรมโยธาธิการและเมือง แต่เอาผิดคนทำผิดไม่ได้ รวมถึงโกรธไปหลายจังหวัดทุกที่ มีของที่ถูกสร้างและทิ้งร้างด้วยงบประมาณของเรา
จากนั้นกล่าวถึงเงินประกันสังคม ว่า ถูกตัดตรงทุกเดือน 750 บาท แต่เวลาไปเบิก คนว่างงาน คนตั้งครรภ์ และคนชรา บางคน 2 เดือนยังไม่ได้ และกลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรเลย โกรธมากที่ตัดเงินของเราไปทำปฏิทิน ซื้อตึก SKYY9 เอาไปทำโรงอาหาร มีคนบอกว่าเพิ่งมาพูดช่วงใกล้เลือกตั้ง แต่พวกตนพูดมาปีกว่าแล้ว ตึก SKYY9 พูดจนปลัดโดนเด้งไปคนหนึ่ง พูดจนตอนนี้รออย่างเดียวคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล้าที่จะหาคนมานั่งเป็นประธานในการสืบสวนสอบสวนหาคนกระทำผิดมาเข้าคุก
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หลักฐานมีทุกอย่าง ขาดแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่มีเจตจำนงเข้าไปเพื่อเอาผิด และทำเพื่อผู้ประกันตน และมนุษย์เงินเดือนจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคประชาชน คงไม่มีใครหน้าไหนที่จะเอาผิดคนในกระทรวงแรงงาน และคนในประกันสังคมได้ และอาจจะเปิดดูชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 10 คนย้อนหลัง ว่ามาจากพรรคไหนบ้าง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราจะไม่สามารถเอาผิดใครในสำนักงานประกันสังคมได้ ถ้าไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแรงงานที่มาจากรัฐบาลประชาชน
พร้อมเล่าย้อนถึงสมัยพรรคก้าวไกลที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ในครั้งนั้นทำให้โอกาสเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศนี้ที่หายไปกับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล โอกาสที่จะทำให้ระบบการศึกษาดีขึ้น โอกาสที่จะกระจายอำนาจความเจริญ โอกาสที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ซึ่งพวกเขาขโมยโอกาสนี้ไปจากพวกเรา ทำให้ประชาชนแตกออกเป็นหลายฝ่าย และทะเลาะกันเอง ทำให้เชื่อว่าใครที่ก้าวขึ้นมาแล้วเป็นความหวังจะโดนทุบทำลาย และไม่มีวันจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนได้สำเร็จ และเชื่อว่าคนที่อยู่ตรงนี้เลือกเราแน่นอนไม่ลังเล แต่ภารกิจที่ทุกคนต้องช่วยกันในวันนี้คือการกลับไปบอกเล่านโยบาย และแก้ไขความเข้าใจที่ผิด ซึ่งสายลมของการเปลี่ยนแปลงคือทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้และรับชมอยู่ในตอนนี้
ในตอนท้าย น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนโกรธตัวเองครั้งที่แล้วโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถหาคน 1 แสนคนหรือ 1 ล้านคน ไปช่วยยืนอยู่หน้าสภาฯ ช่วยให้กำลังใจ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลได้ แต่รอบนี้ขอคำมั่นสัญญา ขอแรงสนับสนุนในวันที่ขานชื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ให้ไปเจอกันที่สภาฯ