“อนุทิน” ลุยหาเสียงหนองบัวลำภู-หนองคาย มั่นใจพรรคภูมิใจไทยปักธงได้ ถูกถามหาเงินหมื่น ตอบกลับมีแต่คนละครึ่ง เหน็บแจกเงินล้านวันละ 9 คน 2 หมื่นปีคนไทยถึงจะรวยครบ เมิน “ณัฐวุฒิ” ตัวตลกเรียกแขก
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา แกนนำพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู พรรคภูมิใจไทย ภายหลังสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวร อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู เดินทางต่อไปศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับว่า มาลงพื้นที่เพื่อมาดูว่าผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยขยันขันแข็งและเข้าถึงประชาชนหรือไม่ เพราะการจะมาเป็นผู้แทนชาวหนองบัวลำภู ขอให้ดูที่ผลงานพรรคภูมิใจไทยทำงานหนัก ตนมาหนองบัวลำภูหลายครั้ง ในเหตุการณ์กราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปี 2565 จึงมีความใกล้ชิดกับพื้นที่
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า จังหวัดนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นที่โยกย้ายข้าราชการที่มีปัญหา ถ้าหากเลือกหมู่เฮาก็ไปเฮ็ดงานจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และอีกหน่อยข้าราชการจะต้องแย่งกันมาอยู่จังหวัดหนองบัวลำภู พวกท่านรู้จักจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดสุรินทร์หรือไม่ เมื่อก่อนมีคำพูดว่า “ตำน้ำกิน” สุรินทร์ “กินน้ำตำ” ไหม วันนี้เปลี่ยนรูปแบบไป หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ มีวัฒนธรรม หากมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เชื่อว่าหนองบัวลำภูจะคึกคักกว่านี้อย่างแน่นอน จะมีการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาหนองบัวลำภูมากขึ้น รวมถึงจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยในการขับเคลื่อนพื้นที่ทั้งภูมิภาค
...
ไม่ต้องห่วงชายแดน รับทหารอาสา 1 แสนอัตรา ยันไม่มีทางเปิดด่าน
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไม่ต้องกังวล สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ ความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านในขณะนี้ เนื่องจากหากเปิดอาจทำให้ของเถื่อนทะลักเข้ามา ไม่ต้องกังวลเรื่องความขัดแย้งหรือสงคราม เพราะไม่มีใครต้องการให้เกิดสงคราม แต่หากมีการรบก็เชื่อว่าจะชนะ ใครที่มารุกรานอธิปไตยของเรา เราไม่มีทางยอม และจะไม่ยอมให้ทหารที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ เป็นทหารเกณฑ์ที่ได้มาจากการจับใบแดง เราจะปรับแก้ระบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่รักชาติมากขึ้น โดยจะเปิดรับทหารอาสา 100,000 อัตรา ระยะเวลาปฏิบัติงาน 4 ปี ไม่ได้เป็นเพียงการฝึกทางทหารหรือการใช้อาวุธเท่านั้น แต่จะมีการฝึกอาชีพ ฝึกภาษา สำหรับผู้ที่ตั้งใจเข้ามาเป็นทหาร ระบบการเกณฑ์ทหารจะไม่เกิดขึ้นอีก ผู้ที่ไม่ต้องการเป็นทหารก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการเกณฑ์ สามารถไปประกอบอาชีพ ไปศึกษา หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้
ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญที่เคยทำไว้จะถูกนำกลับมาสานต่อทันที เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ขอให้โอกาสให้พรรคภูมิใจไทย เราพร้อมที่จะทำงาน เราไม่ต้องการมินิฮาร์ท แต่ต้องการบิ๊กฮาร์ท ต้องการหัวใจดวงใหญ่ เพราะพวกเรามีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ
“ผมเป็นนายกฯ ที่ไม่มีรูปแบบ ขอให้เลือกอนุทิน ติดดิน กินง่าย ขอให้ลองของใหม่ เพราะที่ผ่านมาพี่น้องชาวหนองบัวลำภูยังไม่เคยมีผู้แทนจากพรรคภูมิใจไทย อีก 2 อาทิตย์ ขอให้พี่น้องช่วยพิจารณา เพราะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมเข้ามาเพื่อตั้งใจที่จะทำงานพูดแล้วทำ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็พร้อมที่จะทำ”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการลงพื้นที่จุดดังกล่าว บิดาของ สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ ทหารสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เดินทางมาพบ ซึ่งนายอนุทิน ได้พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่บิดาของสิบโทศราวุฒิ จะบอกกับนายอนุทินว่า “อย่าเพิ่งเปิดด่าน” นายอนุทิน จึงตอบกลับว่า “ไม่เปิดอยู่แล้ว ไม่มีอยู่แล้ว”
ถูกถามหาเงินหมื่น ตอบกลับ “มีแต่คนละครึ่ง”
ต่อมาเวลา 12.00 น. นายอนุทิน เดินทางมาที่ตลาดห้วยเดื่อ จังหวัดหนองบัวลำภู ช่วยผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย หาเสียงโดย ประกอบด้วย นายสุวัฒน์ มนตรี ผู้สมัคร สส.เขต 1, นางชญาน์นันท์ พิมพ์กิรติ ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายอาณัติ ชินทะวัน ผู้สมัคร สส.เขต 3 ซึ่งชาวบ้านมาขอถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งมีช่วงหนึ่งนายอนุทิน ได้อุ้มเด็ก 2 คนขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อถ่ายรูป ขณะเดียวกันมีครอบครัวซึ่งเป็นชาวมหาสารคามเดินทางมาเที่ยว และมาพบกับนายอนุทินโดยบังเอิญจึงได้นำเหรียญทูลเกล้า หลวงปู่ขำ เกสาโร วัดบ้านหนองแดง จังหวัดมหาสารคาม มามอบให้กับนายอนุทินด้วย
จากนั้น นายอนุทิน เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ชิมมะขามหวาน ข้าวจี่ ลูกกระบก และอุดหนุนซื้อ เดินถือถุงรับประทานไปตลอดทาง บอกว่าอร่อยมากเพิ่งเคยรับประทานครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีแม่ค้าขอให้ชิมสินค้าที่ปลูกเอง เช่น มะขาม มะละกอ และน้ำผึ้ง ซึ่งนายอนุทินก็ได้จ่ายเงินอุดหนุนหลายร้าน ขณะเดียวกันยังมีแม่ค้าร้านหนึ่งมอบลูกท้อให้นายอนุทิน ซึ่งนายอนุทิน ขอไม่รับ โดยระบุว่า “ลูกท้อไม่เอาสิ ยังไม่ท้อ” นายอนุทินยังได้สอบถามพ่อค้าแม่ค้าว่าจำได้หรือไม่เบอร์ 37 หลายคนบอกว่าจำได้ และบอกติดตลกว่าจะเอาไปซื้อหวย ในระหว่างเดินตลาดช่วงหนึ่ง มีแม่ค้าสอบถามนายอนุทิน ว่าจะได้เงินหมื่นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบกลับว่า “ได้คนละครึ่ง” ก่อนจะแวะรับประทานกลางวันที่ตลาดห้วยเดื่อ เมนูผัดเผ็ดหมูป่าและข้าวขาหมู ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางต่อไปหาเสียงต่อที่จังหวัดหนองคาย
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงพื้นที่ 2 จังหวัด ว่า วันนี้ถึงคิวของหนองบัวลำภูและหนองคาย ซึ่งที่หนองบัวลำภู พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครทั้ง 3 เขต ก็เป็นความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน วันนี้ตนก็ได้ปราศรัยย่อยและเดินตลาด รู้สึกว่ามีความคึกคัก และหนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่มีโอกาสขยายตัว ดังนั้นต้องทำให้พ้นจากสภาพเมืองรองมาเป็นเมืองที่น่าเที่ยว เป็นเมืองที่ถ้าทุกคนมาอุดรธานี ขอนแก่น แล้วต้องมาหนองบัวลำภู เพราะมีแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมมากมาย มีสิ่งสวยงาม มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวหนองบัวลำภู
เหน็บ “เศรษฐีเงินล้าน” แจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี คนไทยถึงจะรวยครบ
ในเวลา 13.30 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ว่า มีความแตกต่างจากนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน
เมื่อถามว่าการแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่นไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้
ทางด้านคำถามว่าการแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่าประชาชนแยกแยะได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆ กับพี่น้องประชาชน ถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น
ขอคะแนนทุกฝ่าย หลัง “ธนาธร” ชี้หลังเลือกตั้งเหลือแค่ส้ม-น้ำเงิน
ส่วนกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ระบุว่าหลังเลือกตั้งจะเหลือขั้วการเมืองแค่ 2 ขั้ว คือ ขั้วสีส้มและขั้วสีน้ำเงิน ดังนั้นควรเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้คะแนนไม่แตก นายอนุทิน ระบุว่า อย่างที่ตนเคยพูด ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของคนอื่นได้ ตนทำงานตามบทบาทของตน ไม่เคยพูดถึงคนอื่น และไม่มีความวิตกกังวลต่อนโยบายของพรรคการเมืองอื่น เราแข่งกันทำนโยบายที่ดีเพื่อพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคนที่มีความมั่นใจจะไม่ด้อยค่าคนอื่น คนที่ปราศรัยก็ควรพูดแต่เรื่องของตนเอง แต่ส่วนใหญ่มักจะพาดพิงพรรคอื่นๆ ซึ่งตนคิดว่าไม่เป็นประโยชน์อะไรกับพี่น้องประชาชน แต่เป็นการปกปิดความผิดพลาดหรือข้อด้อยของตัวเอง
สำหรับประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องเทคะแนนให้ นายอนุทิน เผยว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ตนคงเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการอยู่แค่นั้น ซึ่งการทำงานของตน หากตัดสินใจแล้วก็จะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก การอนุรักษ์ก็เป็นสิ่งที่ดีๆ ของประเทศอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงก็ไม่เคยลังเล รีบตัดสินใจ
เมื่อถามถึงกลุ่มที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ควรเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพื่อป้องกันเสียงแตก นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยขอคะแนนจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่าประชาชนมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอผลงานต่างๆ แม้จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในระยะเวลาสั้นๆ
ยืดอกรับ บอกตัวเองเท่จริง ไม่ได้เป็นหลานอังเคิล เหน็บ “ณัฐวุฒิ” แค่ตัวตลกเรียกแขก
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังตอบคำถามถึงกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ปราศรัยพาดพิงถึง นายอนุทิน ว่าโหนชายแดน ใช้กระแสรักชาติหาเสียง ว่า คนที่ปราศรัยถึงเนื้อหาจริงๆ ตนเห็นมีแค่อาจารย์เชน (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย) ที่พยายามจะแสดงนโยบายถึงประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางท่าน ตนจึงมองว่าไม่ได้มีอะไร ซึ่งในภาษาลิเกเรียกว่า “ออกแขก” เวลาจะทำการแสดง ต้องมีคนออกมาเรียกแขกก่อน ซึ่งก็มีหน้าที่แค่นั้น อย่างการแสดงละครในต่างประเทศ บางทีถึงจุดตันก็ "Stuck in a jam" ทำอะไรไม่ได้ก็เอาตัวตลกออกมาก่อน เมื่อคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องไปโกรธไปแค้นอะไร ต่างคนต่างทำงาน
ส่วนกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ระบุ นายอนุทิน บอกว่าตัวเองไม่ใช่หลานอังเคิล คิดว่าเท่มากนั้น นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า “โอ้ เท่มากเลยครับ” ก่อนจะหัวเราะและกล่าวต่อไปว่า “ในยุคสมัยนี้ โชคดีที่ไม่ได้เป็น ถ้าเป็นก็น่าจะเกิดความอัปยศอดสูอะไรอีกเยอะเลย ดีแล้วที่ไม่ได้เป็น ท่านพูดถูกแล้ว ขอบคุณมากเลย”
เว้าแล้วเฮ็ดแน่นอน บ่ต้องห่วง
เวลา 18.00 น. ที่ลานนาคาเบิกฟ้า ริมแม่น้ำโขงเทศบาลเมืองโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย นายอนุทิน ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.ทั้ง 3 เขตหาเสียง โดยนายอนุทิน ปราศรัยว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้วตนมีโอกาสมาที่นี่แต่ สส.ภูมิใจไทย เขตนี้สอบตก “วันนี้จะตั๋วมั้ย” โดยประชาชนตอบว่า “บ่ตั๋ว” นายอนุทินจึงกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา “บ่ๆ บ่เป็นหยังดอก” การเลือกตั้งครั้งนี้ขอคนหรือสองคนมันไม่ทันแล้ว เพราะต้องไปทำงานให้คนหนองคายมีเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ขอสามคนเลยได้หรือไม่ และต้องกาเบอร์ 37 เพื่อเลือกอนุทินด้วย
การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นางจิดาภาขมขื่นตนก็ขมขื่น เที่ยวนี้ขออย่าให้พวกตนต้องไปร้องว่าเอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง การเลือกตั้งใน จ.หนองคาย ครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยขอเสนอเป็นแพ็กเกจทั้ง 3 คน วันนี้ตนไม่เหมือน 4-5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเวลาจะรับปากใครว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรียังดูห่างเกินไป ขอเป็นนายกฯ ก่อนแล้วก็มาพบกับพ่อแม่พี่น้องเพื่อเป็นนายกฯ ต่อ วันนี้ตนไม่ได้มาขายฝัน แต่ได้ทำให้ความจริงเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าครั้งที่ผ่านมาจะไม่ได้ให้โอกาสพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ลืมหนองคาย ตนเป็นนายกฯ แค่ 2 เดือนกว่าทำให้ประชาชนได้เยอะแล้ว รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4 ปี จะทำจนประชาชนร้องว่าพอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ขอให้เชื่อว่าตนทำได้ และขอให้เชื่อมั่นว่าเมื่อ 3 คนนี้เข้าไปเป็นตัวแทนจะไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งความตั้งใจที่จะทำงานให้กับชาวหนองคาย
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ปัญหากับกัมพูชาจะไม่มีการประจันหน้ากันอีกต่อไป ตนไปหลายที่ยังมีคนบอกให้จัดการเลย ลุยเลย ตนอยากบอกว่าเราลุยเรียบร้อยแล้ว ได้อธิปไตยคืนมาเรียบร้อยแล้ว ตนเป็นนายกฯ จะพูดมากไม่ได้ เพราะต้องรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทย พูดคำแรงๆ ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศไทย แต่ยืนยันว่าประเทศไทยมีเกียรติภูมิแน่นอน เพราะได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเรามีกำลังทหารเข้มแข็งแค่ไหน เราเอาสิ่งที่สูญเสียมาได้หมดทั้งที่รอมาเป็น 10 ปี เอาคืนไม่ได้แต่ใช้เวลาแค่ 2 เดือน เอาคืนกลับได้หมด เพราะไม่มีประโยชน์ร่วม ไม่ต้องเกรงใจใคร ตนกลัวประชาชนคนไทยมากกว่าผู้นำกัมพูชา จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยไม่มีทางอื่นแน่นอน
“คนที่บอกว่าเอาเรื่องนี้มาหาเสียง ผมไม่ได้เอามาหาเสียง แต่ทำแล้วถึงมาพูด ทำเรียบร้อยพูดคุยกับกองทัพ และดำเนินการเรียบร้อยถึงมาบอกกับพี่น้องคนไทย แล้วไม่ต้องห่วงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากมีอีกรับรองว่าจะเจอบทเรียนที่หนักกว่านี้ ยืนยันไม่มีการเปิดด่านแน่นอน” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า พูดในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ พร้อมยกนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ว่า “อนุทินมาตรงนี้ เว้าแล้วเฮ็ดแน่นอน บ่ต้องห่วง”