พรรคประชาชนส่ง “วีระยุทธ” ปราศรัยนนทบุรี แฉ มี คณะ ค.ค.ค. คอยสร้างความหวาดกลัวทางการเมือง เตือนรอบนี้ซื้อเสียงแพงขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า เขาจะเข้ามากินมากกว่าเดิม ด้าน “ศิริกัญญา” ไปสมุทรสาคร ชี้ 8 ปีพรรคส้มลบทุกคำสบประมาทว่า “เป็นไปไม่ได้” มาหมดแล้ว 8 ก.พ. อย่าลืมกาเห็นชอบประชามติด้วย


วันที่ 24 มกราคม 2569 ที่ตลาดสมบัติบุรี อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยแนะนำผู้สมัคร สส.นนทบุรี พร้อมประกาศนโยบายและจุดยืนสำคัญของพรรค โดยมีแกนนำและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชนร่วมการปราศรัย นำโดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน


“ไอติม” ชวนกาส้ม มาสร้างความเป็นไปได้


นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนให้คำมั่นสัญญาหากเราเป็นรัฐบาล จะผลักดันวาระกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ทุกจังหวัดก้าวหน้า ยกระดับการคาดการณ์และแจ้งเตือนภัยปัญหาน้ำท่วมให้แม่นยำยิ่งขึ้น หากเหตุเกิดขึ้นแล้ว เราจะใช้ภาพถ่ายดาวเทียมระบุพื้นที่เสียหายเพื่อให้เงินชดเชยถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุดโดยไม่ต้องรอให้น้ำลดก่อน ไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องกรอกเอกสารจำนวนมาก และพรรคประชาชนเอาจริงเรื่องการปราบโกง

...


พร้อมทิ้งท้ายว่า ในความเห็นของตนศัตรูอันดับหนึ่งของเราคือ “ความเป็นไปไม่ได้” ตอนนี้นักวิเคราะห์วิเคราะห์กันเต็มไปหมด บ้างบอกว่าชนะที่หนึ่งแล้วจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ดังนั้นขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันอีกรอบ ทำสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงที่จังหวัดแห่งนี้ เลือกตั้งครั้งนี้ขอเชิญชวนกาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบเพื่อตั้งรัฐบาลประชาชนและกาเห็นชอบเพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ได้มาซึ่งการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชน


“วิโรจน์” โต้เพื่อไทย บอกเลือก ปชน. เป็นรัฐบาล ได้มืออาชีพ


ต่อมา นายวิโรจน์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาแกนนำหลายคนของพรรคเพื่อไทยกล่าวโจมตีพรรคประชาชนต่างๆ นานา ตนต้องบอกว่าที่ประชาชนเลือกพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นเพราะประชาชนเห็นว่าเราจริงใจและตั้งใจในการทำงาน ขอยกตัวอย่างตอนที่ตนเป็นประธานร่างกฎหมายธรรมนูญศาลทหาร ที่จะให้คดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชนนับจากนี้ไป ไม่ขึ้นศาลทหาร แต่ขึ้นศาลพลเรือน แต่กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคเพื่อไทยกลับขอให้แก้กลับไปอยู่ศาลทหารเหมือนเดิม แกนนำพรรคเพื่อไทยที่โจมตีพรรคประชาชน ช่วยหาคำตอบให้ด้วยว่าทำไมกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยถึงทำเรื่องอย่างนี้

วันนี้การเลือกตั้งไม่ใช่การเลือกระหว่างพรรคไหน แต่เป็นการเลือกว่าประชาชนคนไทยจะไปทางใหม่หรือจะอยู่ในวังวนแบบเดิม ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เราจะเจอมืออาชีพที่มีประสบการณ์ ผสมผสานทำงานร่วมกับพวกเราที่มีความคิดก้าวหน้า ตนยอมรับประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับประเทศนี้ เป็นรัฐมนตรีมากี่สมัยบ้านเมืองก็เหมือนเดิม ถ้าพวกเขาเป็นรัฐบาลอีกรอบ รัฐมนตรีหน้าตาเหมือนเดิม ประกันสังคมสิ้นหวังแน่นอน เพราะคนที่เป็นเจ้าของตึกสกายไนน์กับคนที่มีส่วนอนุมัติให้ซื้อตึกผสมรวมกันเป็นพรรคเดียวแล้ว ดังนั้นนี่คือจุดตัดสินใจระหว่างการพาบ้านเมืองไปข้างหน้าหรือให้บ้านเมืองวนเวียนอยู่เหมือนเดิม พี่น้องไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าต้องการพาประเทศไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่ก้าวไกล กาพรรคประชาชนสองใบเท่านั้น


“ปิยบุตร” โต้พรรควิเคราะห์ ปชน. ใส่เสื้อผิดสีหรือไม่


จากนั้น นายปิยบุตร กล่าวว่า การเมืองไทยวันนี้เดินทางมาถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ เราต้องเปลี่ยนรัฐบาล ไม่สามารถใช้คนแบบเดิมๆ ที่สลับกันเป็นรัฐบาลให้กลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกแล้ว เพราะทั้งหมดเคยเป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้ว แบ่งรัฐมนตรีกันตามโควตาตามมุ้ง แบ่งกระทรวงตามเกรด ไม่เคยเอาวาระประชาชนไปตั้งอยู่ในนั้น เพราะมีรัฐบาลแบบนี้ถึงเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ เพราะสำหรับคนเหล่านี้เรื่องของเขาต้องมาก่อน เรื่องประชาชนเอาไว้ทีหลัง 


8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นวันสำคัญอย่างยิ่ง เรากำลังกำหนดอนาคตของตัวเอง ลูกหลาน และประเทศไทย ถ้าพูดกันนักว่าพรรคประชาชนต่อให้ได้ที่หนึ่งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลเพราะมีกับดักวางเอาไว้หมดแล้ว วิเคราะห์อย่างเก่งสุดท้ายจบที่ให้เลือกพรรคตัวเอง วิเคราะห์กันขนาดนี้ตนถึงกับต้องถามว่าใส่เสื้อผิดสีหรือไม่ นึกว่าคนพูดใส่เสื้อสีเหลืองเสียอีก ถ้าใช้ตรรกะนี้ พรรคของพี่ก็ไม่ต้องเลือกเหมือนกันในอดีต เพราะพรรคคุณก็เคยเสี่ยงอย่างนี้มาเหมือนกัน ตอนที่พรรคคุณเสี่ยงภัย คุณปลุกเร้ามวลชนสู้ พอมาถึงพรรคเราบอกเลือกไปก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ถ้าเลือกวิถีชีวิตของคุณแล้วว่าจะสยบยอมก็สยบยอมไป แต่พรรคประชาชนบอกว่าจะสู้ต่อ


“ถ้าประชาชนคนไทยผู้ทรงอำนาจสูงสุดทั้งประเทศบอกแล้วว่าเกินครึ่งประเทศออกใบอนุญาตตั้งรัฐบาลพรรคประชาชน คราวนี้ใครก็ขวางไม่ได้ นี่คือการต่อสู้ ต้องเอาเสียงประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินนี้ไปบอกพวกเขา ว่าใบอนุญาตจากประชาชนเกิดขึ้นแล้ว จะตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนใครก็ขวางไม่ได้”



“วีระยุทธ” ถามรอบนี้ซื้อเสียงหนัก รอบหน้าเขาจะกินน้อยลงหรือ


ด้าน นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตนคุยกับคนที่อายุ 30 กว่าปีจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาของเขาส่วนใหญ่ไม่เคยเจอช่วงชีวิตที่มีความหวัง เกิดมาก็เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง พอจะลืมตาผงกหัวขึ้นมาได้ก็เจอรัฐประหาร 2549 พอมีการเลือกตั้งเหมือนจะดีก็เจอรัฐประหาร 2557 ตัดขาดจากโลก เป็นจุดเริ่มต้นของการนำทุนสีเทาเข้าสู่ประเทศไทย ขณะที่คนรุ่นตนยังเคยเจอช่วงชีวิตที่ประเทศไทยถูกเรียกว่าเสือตัวที่ห้า เศรษฐกิจเติบโตก้าวกระโดด จากการเป็นประเทศยากจนขึ้นมาเป็นประเทศร่ำรวยได้ แต่ท้ายที่สุดเราเกิดฟองสบู่แตก เศรษฐกิจไทยล้มเหลว แต่อย่างน้อยตนก็เคยอยู่ในยุคสมัยแห่งความเป็นไปได้ ทำให้เรากล้าฝัน 


เมื่อได้ไปอยู่ต่างประเทศเห็นความเจริญ 1-2 ปีแรกมีแต่ความตื่นตาตื่นใจ แต่พอผ่านไปสักพักตนตั้งคำถามใหม่ว่าแล้วประเทศไทยเราเป็นอย่างนี้ไม่ได้หรือ จึงตัดสินใจมาทำงานกับพรรคประชาชนเต็มตัวเพราะเชื่อว่าการเมืองควรเป็นเรื่องของความหวัง รวมพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่พบว่าการเมืองไทยมีแรงฉุดเราไว้กับอดีต คือแรงของระบบอุปถัมภ์ รอบนี้บ้านใหญ่หลายบ้านรู้ดีว่าแพ้พรรคประชาชนที่ไม่ซื้อเสียง เลยต้องรวมตัวฮั้วกัน บ้านใหญ่เขามีเงินก็ไปจ้างพรีเซนเตอร์หน้าใหม่ มาบอกทุกคนว่าเรามีภาพลักษณ์ใหม่แล้วนะ แต่ท่านเชื่อหรือไม่หลังบ้านยังทำงานเหมือนเดิม แถมรอบนี้ซื้อเสียงแพงขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า คิดว่ารอบหน้าเขาจะกินน้อยลงหรือ เขาจะกินมากขึ้นกว่าเดิม เครนจะถล่มง่ายขึ้น ถนนจะพังง่ายขึ้นกว่าเดิม


แฉมีกลุ่ม ค.ค.ค. คอยสร้างความหวาดกลัวทางการเมือง


“ผมขอเรียกคนกลุ่มนี้รวมกันว่า “คณะกรรมการผู้คอยเปลี่ยนการเมืองให้กลายเป็นความหวาดกลัว” ชื่อย่อ ค.ค.ค. เขาจะสลับหน้ากันมาทุกวัน บอกว่าเลือกส้มก็เป็นรัฐบาลไม่ได้หรอก เขาคุยกันหลังบ้านหมดแล้ว อย่าเลือกเลย ถ้าคิดอย่างนี้อำนาจนอกระบบจะมาเปลี่ยนนายกฯ หรือคณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ ต่อให้มีรัฐประหารขึ้นมาวันไหนก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ”  


นายวีระยุทธกล่าวต่อว่า วันนี้ระบบอุปถัมภ์และการเมืองแห่งความหวาดกลัว พาประเทศไทยมาได้เท่านี้ จบที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 1% แต่เราเชื่อในหลักการประชาธิปไตย หนึ่งสิทธิ์คือหนึ่งเสียง หากท่านใดเชื่อว่าการเมืองระบบอุปถัมภ์ยังเป็นทางออกให้กับสังคมไทย ยังไม่เห็นความเป็นไปได้อื่น ท่านเลือกได้แต่ตนขอโอกาสที่จะมาเล่าให้ฟังว่าเราพรรคประชาชนขบวนการสีส้มทำงานกันอย่างไร


บอกเสียใจ “พิธา” ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี


ตั้งแต่ปี 2566 หลังจากที่นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เราเสียใจ หลายคนโกรธเกรี้ยวกับความไม่ยุติธรรม กลไกต่างๆ ที่มาบิดเบือนเสียงของประชาชน แต่หลังจากนั้นเราตั้งคำถามว่าเรามาทำงานการเมืองเพื่ออะไร เราอยากทำอะไรให้ประเทศไทย คำตอบคือเราอยากสร้างรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับคนไทยและประเทศไทย คนไทยประเทศไทยมีสิทธิ์เต็มร้อยที่จะได้รัฐบาลที่ดีกว่านี้ หลังจากนั้นเราเดินกัน 3 สามขา ขาแรกคือการทำงานในสภาฯ เป็นฝ่ายค้านเชิงรุก งานกรรมาธิการ งานตรวจสอบงบประมาณ นอกสภาเราสู้เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องสิทธิเพื่อผู้ประกันตน 24 ล้านคน ขาที่สองคือนโยบาย ไม่ได้เสกในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการเดินหน้าทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน นโยบายที่ดีที่จะพาประเทศไทยไปต่อได้จึงต้องตอบเป้าหมายของทุกกลุ่มและมีทีมบริหารที่จะมาเป็นรัฐบาลประชาชน เป็นคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน มีเจตจำนงทางการเมืองและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถ้าได้เข้าไปเป็นรัฐบาล พร้อมทำงานทันที และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จำเป็นต้องมีคือ “ความฝันใหญ่” หากคนไทยหยุดฝัน ไม่กล้าฝัน คิดว่าประเทศไทยได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ถ้าท่านเชื่อในการเมืองแห่งความหวาดกลัวที่คณะ ค.ค.ค. พยายามสร้างทุกวัน ประเทศไทยก็ได้แค่นี้จริงๆ 


“แต่ถ้าท่านยังมีความฝันใหญ่ ยังกล้าฝันถึงประเทศไทยที่ไร้คอร์รัปชัน ประเทศไทยที่ข้าราชการทำงานเพื่อประชาชน และราชการเองก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำงานรับใช้ประชาชน ทำให้อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ อุตสาหกรรมใหม่ได้เฉิดฉายไม่อายใครในเวทีโลก สังคมไทยจะเป็นสังคมแห่งโอกาส ถ้าท่านยังมีความฝันเดียวกับเรา อย่ายอมจำนนต่อความหวาดกลัว เราต้องจับมือรวมพลังเดินหน้าเข้าชนไม่ว่าจะเจอกำแพงกี่ชั้น กาสีส้มให้ถล่มทลาย มันคือการส่งสัญญาณบอกทุกคนว่าเราจะไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม เราจะกล้าฝันถึงประเทศไทยที่ดีกว่านี้ คนไทยมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ 8 กุมภาพันธ์คือวันแห่งความฝัน วันแห่งรุ่งอรุณสีส้ม ประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นประเทศไทยของทุกคน เป็นรัฐบาลของประชาชน”


“ศิริกัญญา” ชี้ 8 ปีพรรคส้มลบทุกคำสบประมาทว่า “เป็นไปไม่ได้” มาหมดแล้ว


ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ได้ปราศรัยใหญ่ ที่ตลาดทรัพย์เจริญ จ.สมุทรสาคร โดยได้กล่าวช่วงหนึ่งว่ากรณีที่เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 โดยระบุว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกคนย่อมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นรัฐบาลที่เข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจประชาชนจริงๆ มาแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ให้จบสิ้นในยุคนี้ แต่รอแล้วรออีกก็ไม่มี พรรคประชาชนจึงอาสามา จากคนธรรมดาที่อยากมาทำการเมืองตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ผ่านมากว่า 8 ปีแล้ว แต่พรรคประชาชนก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสมีอำนาจรัฐเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนสักที ดังนั้นปีนี้ปี 2569 ขออำนาจจากประชาชนมาแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้หรือไม่


น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าทุกคนอยู่กับการเมืองที่มีคนบอกว่าเราเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาตลอด 8 ปี ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ แต่เราก็ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้มาตลอด วันนี้พรรคประชาชนมาอยู่ในจุดที่ใกล้จะได้ตั้งรัฐบาลมากที่สุด มารวมกันฝ่าฟันด่านสุดท้าย หากชนะนิดเดียว ชนะเหมือนเดิม ก็ไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล ทุกคนต้องเลือกพรรคประชาชนให้ได้มากที่สุด เลือกให้ถล่มทลาย เพื่อสร้างความเป็นไปได้นี้ให้เกิดขึ้นร่วมกัน ไม่มีเวลาที่จะลังเลใจแล้วในการฝ่าด่านสุดท้ายนี้ให้สำเร็จ ภารกิจนี้อยู่ในมือทุกคน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ กาส้มทั้ง 2 ใบ แล้วส่งส้มไปตั้งรัฐบาลประชาชนมาแก้ปัญหาให้ประชาชน


แต่พรรคประชาชนจะเป็นรัฐบาลได้ไม่นานถ้ายังไม่แก้กติกาที่บิดเบี้ยวล้มเหลวมาตั้งแต่กระบวนการจัดทำไปจนถึงการทำประชามติเมื่อปี 2559 นั่นคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขและร่างใหม่ทั้งฉบับ ดังนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันกาเห็นชอบด้วย การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องอาศัยประชาชนทุกคน ตั้งแต่การทำประชามติในครั้งแรก และยังจะต้องมีประชามติครั้งที่ 2 หลังจากที่แก้บทที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างใหม่เสร็จก็ต้องให้ประชาชนออกมาทำประชามติอีก รวมเป็น 3 รอบ เพื่อไม่ให้ครั้งแรกเสียเปล่าทุกคนต้องออกมาให้ถล่มทลาย เห็นชอบกับการแก้รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อสร้างกติกาใหม่ที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน ทำให้การเมืองกลับมาเป็นประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพเสียที