“รองนายกฯ ธรรมนัส–รมว.นฤมล” ลงพื้นที่เชียงราย ฟังเสียงครู นักเรียน เดินหน้ารื้อเกณฑ์ ผอ.โรงเรียน แก้ขาดแคลนผู้บริหาร ปรับ PA ครู 3 ช่องทาง คืนธุรการกว่า 2,000 อัตรา ดัน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ–เป้า Zero Dropout พร้อมชูไอเดียปลูกวานิลลาสร้างอาชีพ
วันที่ 24 ม.ค. 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการดำเนินงานและรับฟังสภาพปัญหาจริงในการบริหารจัดการศึกษา จากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ โดยเน้นย้ำเจตนารมณ์สำคัญว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่ต้องการมารับฟัง เสียงสะท้อนจากคนหน้างาน เพื่อให้ผู้บริหารส่วนกลางและพื้นที่ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน และนำปัญหาอุปสรรคกลับไปแก้ไขให้ตรงจุดที่สุด
โดย ศ.ดร.นฤมล ได้เปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากห้องเรียน ณ โรงเรียนเชียงของวิทยาคม โดยตัวแทนนักเรียนได้เปิดใจสะท้อนความต้องการที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ทั้งการยกระดับมาตรฐานโรงอาหารและโภชนาการเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางสัญจรให้มีความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานของโรงเรียนใกล้บ้าน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความพร้อมในการเรียนรู้ โดยรัฐมนตรีทั้งสองท่านได้รับฟังด้วยความตั้งใจและยืนยันที่จะนำทุกข้อเสนอแนะไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักเรียนมีความสุขทั้งกายและใจ พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ
...
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหา พบว่าหลายพื้นที่มีวิกฤตขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา ดังเช่นกรณีตัวอย่างที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่เปิดรับสมัคร ผอ.โรงเรียน กว่า 20 ตำแหน่ง แต่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เนื่องจากเกณฑ์เดิมกำหนดสเปกไว้สูงเกินความจำเป็น ศธ. จึงเตรียมหารือกับ ก.ค.ศ. เพื่อ รื้อเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.สถานศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทความเป็นจริง เพื่อให้โรงเรียนมีผู้นำเข้ามาบริหารงานได้ทันที ไม่เกิดภาวะสุญญากาศ
ในส่วนของความก้าวหน้าวิชาชีพครู รมว.ศธ. กล่าวว่า เข้าใจถึงความทุกข์ใจของครูเรื่องการประเมินวิทยฐานะ (PA) ที่เดิมเน้นแต่งานวิจัยและผู้ประเมินอาจไม่เข้าใจบริบทหน้างาน ขณะนี้ ก.ค.ศ. กำลังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อ “เพิ่มทางเลือกเป็น 3 ช่องทาง” ให้ครูได้เลือกตามความถนัด ได้แก่ 1. สายวิชาการ เน้นงานวิจัย 2. สายอาชีวะ ปฏิบัติ เน้นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือซอฟต์แวร์ที่ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้จริง และ 3. สายผลสัมฤทธิ์ เน้นรางวัล (Awards) จากเวทีระดับชาติหรือนานาชาติที่ ก.ค.ศ. รับรอง ซึ่งเกณฑ์เรื่องการใช้รางวัลนี้ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่เกินเดือนพฤษภาคมนี้
รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการคืนครูสู่ห้องเรียน อย่างแท้จริง ก.ค.ศ.ได้อนุมัติคืนอัตรากำลังสายสนับสนุน (ครูธุรการ/นักการภารโรง) มาแล้วกว่า 2,000 อัตรา โดยจะใช้วิธีทยอยจัดสรรคืนให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อให้ครูไม่ต้องแบกรับภาระงานการเงินหรือพัสดุ นอกจากนี้ ยังเตรียม ปลดล็อกความก้าวหน้าให้กับศึกษานิเทศก์ซึ่งเปรียบเสมือนครูของครู ให้สามารถเติบโตในสายงานได้ง่ายขึ้น โดย สพฐ. กำลังเร่งศึกษาแนวทางแก้ระเบียบเพื่อไม่ให้ศึกษานิเทศก์ต้องเป็นผู้ปิดทองหลังพระอีกต่อไป
สำหรับประเด็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายนั้น รมว.ศธ. เห็นด้วยกับข้อเสนอของพื้นที่และยืนยันที่จะขับเคลื่อนนโยบาย “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในตัวเมืองและลดความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กได้เรียนโรงเรียนดีใกล้บ้าน ส่วนข้อเสนอเรื่องงบประมาณซ่อมแซมอาคารสถานที่ เช่น กรณีรั้วโรงเรียนพัง ได้ฝากข้อคิดให้ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยกันจัดลำดับความสำคัญและบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากงบประมาณภาพรวมของประเทศมีจำกัด
“วันนี้ผู้บริหารส่วนกลางและพื้นที่ต้องคุยกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกส่วนกันทำงานเหมือนในอดีต ก.ค.ศ. เองก็เริ่มเข้าใจและพร้อมผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้พี่น้องครู ขอให้มั่นใจว่า ศธ. ยุคนี้ พร้อมรับฟังและแก้ไขทุกปัญหา เพื่อให้ครูมีความสุขและส่งต่อคุณภาพที่ดีที่สุดไปสู่ลูกหลานของเรา” รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย
ภายหลังการมอบนโยบาย รัฐมนตรีทั้งสองท่านและคณะ ได้เดินเยี่ยมชมบูธนิทรรศการทางการศึกษาและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งจัดแสดงโดยส่วนการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าชื่นชม จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของ “ห้องสมุดประชาชนตำบลแม่สรวย” ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สำคัญของชุมชน พร้อมทั้งลงพื้นที่ติดตามกิจกรรมทางการศึกษาและเยี่ยมชม “ศูนย์ฝึกวิชาชีพราษฎรบริเวณชายแดน” เพื่อดูงานด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ให้กำลังใจและชื่นชมความทุ่มเทของบุคลากรที่ช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชายขอบได้อย่างเข้มแข็ง
จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมกิจกรรม โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของนักศึกษา ปีงบประมาณ 2569 ของกลุ่มศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอลุ่มน้ำลาว ณ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หลายพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำลาว สกร.อำเภอแม่สรวย, ป่าแดด, พาน, แม่ลาว และเวียงป่าเป้า กลุ่มลุ่มน้ำโขง สกร.อำเภอแม่จัน, แม่ฟ้าหลวง และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนเชียงราย
โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวขอบคุณ สกร.ทุกแห่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ จนมุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Dropout” ลดจำนวนผู้หลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ซึ่งการเรียนในปัจจุบันต้องควบคู่กับการมองอนาคตด้านอาชีพ ไม่ใช่เพียงเรียนต่อโดยไม่รู้ทิศทางการทำงาน และ ขอเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ทุกคนให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และอย่าได้ทิ้งการเรียนไป เพราะรัฐบาลและกระทรวงศึกษาพร้อมที่จะดูแลทุกคนอย่างเต็มที่
ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ตนมีแนวคิดการส่งเสริมการปลูกวานิลลาในพื้นที่เหมาะสม เพราะเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และการแปรรูปต่าง ๆ จึงได้แนะแนวทางกับท่านเกศทิพย์ เพื่อประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอสนับสนุนพันธุ์พืชและองค์ความรู้ เพื่อนำมาถ่ายทอดความรู้ ให้การอบรมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการปลูกและแปรรูปให้กับครอบครัวเด็ก ๆ ในพื้นที่ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงราย และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ได้