“อภิสิทธิ์” นำทีมพรรคประชาธิปัตย์หาเสียง ย่านสาทรช่วย “เจษฎา” มั่นใจกระแสพรรคฟื้นตัวทั่วไทย ชี้ นโยบายเพื่อไทย “รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน” ให้ไม่ทั่วถึง ไม่ยั่งยืน อุบ “หมัดเด็ด” โค้งสุดท้าย ปัด ไม่วิจารณ์พรรคอื่น


เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 24 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นสองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ กทม. และน.ส.อรอนงค์ การญจนชูศักดิ์ อดีต สส. กทม. ร่วมลงพื้นที่ช่วยหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายนายเจษฎา เลิศธนสาร ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 สาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 11 โดยขึ้นรถแห่รอบเขตสาทร และเดินเท้าแนะนำตัวที่สมาคมแต้จิ๋ว สาทร ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับจากประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างอบอุ่นในวงน้ำชาของกลุ่มผู้สูงวัยชายที่สมาคมฯ และยังร่วมตีแบดมินตันกับกลุ่มผู้รักสุขภาพที่มาออกกำลังกายยามเช้าที่สมาคมฯ จากนั้นจึงขึ้นรถแห่ต่อไปตลาดเซ็นหลุยส์และเดินตลาดเช้าหาเสียงสร้างความคึกคักในตลาดมีพ่อค้า แม่ค้า และผู้มาจับจ่ายใช้สอยเข้ามาให้กำลังใจและเชียร์ให้ได้เป็นรัฐบาลเพื่อทำการเมืองปราบทุจริตและทุนเทา ระหว่างทางมีผู้หญิงนำภาพหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ตอนอายุ 27 ปี ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. สมัยแรกเป็นแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ผู้สมัคร 3 คน ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เบอร์ 1, 2, 3 มาโชว์และขอถ่ายรูปให้กำลังใจให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้งด้วย

...


นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมของกระแสตอบรับของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้ายว่า เรายังลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลุยพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัด เมื่อวานนี้ พบว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเกินคาด เดิมทีหลายฝ่ายมองว่าฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จำกัดอยู่เพียงภาคใต้ แต่ปัจจุบันพบว่าทั้งในกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก หรือแม้แต่ภาคเหนืออย่างสุโขทัย พี่น้องประชาชนจำนวนมากยืนยันว่า จะหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หากเทียบเชิงปฏิกิริยาของผู้คนใน กทม. ครั้งนี้ ถือว่าดีกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมามาก แม้การประเมินจำนวน สส. ผ่านโพลที่เป็นวิทยาศาสตร์จะยังมีความเป็นไปได้หลายทาง เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อและระบบเขตอาจไม่สัมพันธ์กัน แต่บรรยากาศการลงพื้นที่ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้พวกเราอย่างมาก


เมื่อถามว่า นโยบาย “รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน” ของพรรคเพื่อไทยจะทำได้จริงหรือและคุ้มค่าหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในแง่การปฏิบัติอาจทำได้จริง แต่ในมุมของนโยบายสาธารณะและประโยชน์เชิงเศรษฐกิจยังเป็นเครื่องหมายคำถาม โดยตั้งข้อสังเกตว่าเงินงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี หากนำไปแจกเพื่อให้คนมีโอกาสรวยทางลัดวันละ 9 คน อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการนำไปพัฒนาศักยภาพของคน


“ถ้าจะทำ ก็คงทำได้ แต่ว่าผมก็พยายามคิดอยู่ว่า เหตุผลในเชิงนโยบายสาธารณะ เชิงประโยชน์ทางเศรษฐกิจเนี่ย มันคืออะไร ถ้าสมมุติเราตีคร่าวๆ ว่า วันละ 9 ล้านบาท ปีหนึ่งสัก 3,000 กว่าล้าน ผมก็คิดว่าเอาเงิน 3,000 มาให้คน 1 ล้านคน เขาปรับปรุงทักษะของเขา มันจะไม่ดีกว่าหรือ เราคิดว่า การอาจจะทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีโอกาสรวยขึ้นมาทันที วันละ 9 คน แต่จริงๆ แล้ว ในแง่ของเศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืนความเป็นธรรม คิดว่าเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างอื่นน่าจะดีกว่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว


เมื่อถามอีกว่า ในช่วงท้ายของการหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์จะมีหมัดเด็ดอะไรออกมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคมีทั้งเชิงนโยบายและแนวทางทางการเมือง ที่เราคิดว่า มีความสำคัญ ที่เตรียมจะสื่อสารเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้ เมื่อถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยปราศรัยว่า เขาสู้มากับประชาธิปัตย์ 13 ปี ชนะทุกครั้ง แต่ประชาธิปัตย์กลับเล็กลง ครั้งนี้เขาสู้กับพรรคสีน้ำเงิน โดยทางเพื่อไทยยังไม่ประกาศจับมือกับใคร แสดงว่าเขาพร้อมที่จะจับมือกับทุกพรรคใช่หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามเขา ก่อนจะหัวเราะ และกล่าวว่า เข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยพูดบนเวทีหลายครั้ง ว่าพร้อมทำงานกับทุกพรรค ก็ได้ยินอย่างนั้นอยู่ เมื่อถามต่อว่า เพื่อไทยเหมือนโจมตีสีส้ม แต่กับสีน้ำเงินรู้สึกจะถ้อยทีถ้อยอาศัย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามเขา เป็นทางเลือกของเขา เป็นสิทธิ์ของเขา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นนำเสนอแนวทางสุจริตและสร้างสรรค์ เพื่อเป็นทางเลือกหลักให้ประชาชน