การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ กำลังก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายที่เข้มข้นที่สุด ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางการเมืองยุค 2026 ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โซเชียลมีเดียและพื้นที่ออนไลน์ได้กลายเป็นสมรภูมิหลักในการประชันนโยบายและช่วงชิงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ
จากการรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจาก 2 แหล่งสำคัญ ทั้งกระแสบนโลกออนไลน์และเสียงสะท้อนจากโพลมหาชน พบความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับทิศทางและพฤติกรรมของโหวตเตอร์ไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุดมการณ์และการเมืองเชิงนโยบายมากขึ้น
ส่องสถิติ Zocial Eye พรรคประชาชนครองพื้นที่สื่อโซเชียล
บริษัท Wisesight (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ถึง 11 มกราคม 2569 พบว่ามีเสียงสะท้อนทางการเมืองบนโซเชียลมีเดียรวมสูงถึง 158,459,229 เอนเกจเมนต์ จาก 519,165 ข้อความ
เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มหลัก พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
Facebook: ยังคงเป็นพื้นที่หลักของสื่อและพรรคการเมืองในการกระจายข่าวสาร ครองพื้นที่ 65.07% (336,414 ข้อความ) สร้างเอนเกจเมนต์ราว 71 ล้านครั้ง
TikTok: แพลตฟอร์มม้ามืดที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับสอง ครองพื้นที่ 10.57% (54,666 ข้อความ) แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ได้สูงถึงกว่า 62 ล้านครั้ง ซึ่งใกล้เคียงกับ Facebook ทั้งที่มีจำนวนโพสต์น้อยกว่าถึง 6 เท่า สะท้อนพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่ตอบรับคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอสั้นอย่างรวดเร็ว
YouTube: ตามมาเป็นอันดับสาม ครองพื้นที่ 10.41% (53,809 ข้อความ) สร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 4 ล้านครั้ง
ในการวัดความนิยมรายพรรค "พรรคประชาชน" สามารถสร้างปรากฏการณ์กวาดยอดเอนเกจเมนต์ไปได้มากกว่า 70 ล้านครั้ง โดยมีประเด็นไวรัลจากการตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง เช่น ประโยค "ทหารมีไว้ทำไม" ของ ส.ส.ไอซ์-รักชนก ศรีนอก รวมถึงการเปิดตัว รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลาง ตลอดจนการเดินสายปราศรัยของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
โพลไทยรัฐย้ำกระแส นโยบายพรรคประชาชนครองใจอันดับหนึ่ง
ส่องผลโพลเลือกตั้งของไทยรัฐออนไลน์ พรรคประชาชนทิ้งห่างเกือบเท่าตัว หวังอยากเห็นวัฒนธรรมการทำงานของสส. ที่เน้นงานสภา มากกว่าการทำงานพื้นที่
จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ในหัวข้อ “นโยบายใดของพรรคการเมืองที่คุณโดนใจที่สุด ปัจจัยใดที่จะทำให้คุณเลือกพรรคการเมืองนั้น” ซึ่งเริ่มทำผลสำรวจตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2569 จนถึง 23 มกราคม 2569 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามสูงสุด 14,590 คน พบว่า นโยบายของพรรคประชาชนครองใจมหาชนเป็นอันดับหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยตัวเลข 50.00 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งห่างอันดับสองที่มาแรงในการสำรวจนี้อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ 14.35 เปอร์เซ็นต์ อันดับสามเป็นพรรคเพื่อไทย 13.71 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่อันดับ 4 เป็นพรรคภูมิใจไทย ด้วยตัวเลข 7.64 เปอร์เซ็นต์ พรรคประชาธิปัตย์ 5.27 เปอร์เซ็นต์ และพรรคเศรษฐกิจ 3.80 เปอร์เซ็นต์
จากจุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์อยากให้พรรคประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ และมีนโยบายที่โดนใจโหวตเตอร์มากที่สุด
เมื่อเจาะลึกถึง “ปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจเลือกพรรคนั้น” สามารถมองได้ 2 มิติด้วยกัน โดยมิติแรกเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาปากท้อง ด้วยตัวเลข 26.68 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งควบคู่ไปกับความต้องการอยากให้ประเทศถูกบริหารโดยคนรุ่นใหม่ 25.04 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากการต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การปราบปรามปัญหาอาชญากรรมสมัยใหม่อย่างทุนเทาและสแกมเมอร์ และความเบื่อหน่ายรัฐบาลเดิมที่ตัวเลข 14.18 เปอร์เซ็นต์ 13.71 เปอร์เซ็นต์ และ 11.65 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้อ่านมองว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ชัดเจน และตอบโจทย์ความกังวลของสังคมในปัจจุบันได้มากที่สุด สำหรับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา น้อยที่สุดที่ 8.74 เปอร์เซ็นต์
ที่น่าสนใจคือ มุมมองต่อการเลือกสส. แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยประชาชน มีทิศทางที่จะเป็นการเลือกจากพรรคเดียวกัน ในสัดส่วนที่สูงมาก 90.15 เปอร์เซ็นต์ และสเปก สส.แบบเขต ที่ประชาชนต้องการ เกินครึ่งต้องการให้ สส.เขตแต่ละเขต ต้องทำงานในสภาเป็นสำคัญ เพื่อมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายสำคัญของประเทศ เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน และต้องอภิปรายในสภาเป็น ด้วยตัวเลข 53.12 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ สายคอนเนกชัน ที่มีความสามารถในการดึงงบมาลงในพื้นที่ 21.33 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยการเป็นสส.ที่เดินทางไปถึงพื้นที่เป็นคนแรก 20.08 เปอร์เซ็นต์ และน้อยที่สุดเป็นสายเปย์ งานบุญ งานบวช และงานศพ ต้องไม่ขาด 5.47 เปอร์เซ็นต์
สำหรับอายุผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ 46-59 ปี 26.70 เปอร์เซ็นต์ 60 ปีขึ้นไป 21.39 เปอร์เซ็นต์ 26-35 ปี 19.13 เปอร์เซ็นต์ 36-45 ปี 18.26 เปอร์เซ็นต์ และ 18-25 ปี 14.52 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามยังมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล 40.34 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงกันก็คือ ภาคกลาง (รวมภาคตะวันออก และภาคตะวันตก) 19.01 เปอร์เซ็นต์ กับภาคอีสาน 17.45 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคือ ภาคเหนือ 12.70 เปอร์เซ็นต์ และภาคใต้น้อยที่สุด 10.51 เปอร์เซ็นต์
จากผลสำรวจครั้งนี้อาจเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า การเมืองไทยกำลังกลับไปสู่การพูดคุยเชิงนโยบาย และการทำงานอย่างเข้มข้นในสภา เป็นปัจจัยหลักที่ประชาชนใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง