กกต. เผย งบประมาณจัดการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 7,824 ล้านบาท แจงผู้มีสิทธิเลือกตั้งลดลง ทำให้ลดจำนวนบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติ กว่า 4 แสนฉบับ ประหยัดงบฯ ยังไม่พบการซื้อเสียงช่วงนี้ ให้จับตาดูช่วงโค้งสุดท้าย ไม่หนักใจปมถูกฟ้องเรื่องจัดหน่วย-แสดงตน


วันที่ 22 ม.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกเอกสารชี้แจงการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. และบัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ประเภทละ 56,100,000 บัตร โดยคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ประมาณ 53,400,000 คน บวกจำนวนสำรองประมาณร้อยละ 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิฯ ดังกล่าว เพื่อใช้ในการจัดสรรบัตร เพื่อใช้ในการออกเสียงลงคะแนน จำนวน 3 รอบ เนื่องจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้ประมวลผลข้อมูลเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (วันที่ 14 มกราคม 2569) สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จำนวน 52,922,923 คน และบวกสำรองร้อยละ 5 แล้ว จะได้จำนวนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ที่จัดพิมพ์ประเภทละ 55,650,000 ฉบับ ซึ่งลดลงจากเดิมประเภทละ 450,000 ฉบับ เพื่อประหยัดงบประมาณ เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด


แจงงบจัดการเลือกตั้ง สส. -ออกเสียงประชามติ 7,824 ล้านบาท


นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังเผยแพร่งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมและจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติที่กำหนด วันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้ประชาชนทราบ ตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

...


กกต.ได้มีมติเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับการดำเนินภารกิจดังกล่าว จำนวน 7,824,040,100 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 6,174,315,500 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมและจัดการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ และงบประมาณในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน จำนวน 1,649,724,600 บาท จำนวน 14 องค์กร



ยังไม่พบการซื้อเสียงช่วงนี้ ให้จับตาดูช่วงโค้งสุดท้าย


ขณะที่เวลา 15.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการซื้อสิทธิขายเสียง ว่า ตอนนี้เป็นกระแสมีคนพูดเยอะ แต่โดยข้อเท็จจริงตามข้อมูลของเราหรือจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ช่วงนี้จะยังไม่มีการกระทำ จะไปเข้มข้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ส่วนจำนวนเงินที่พูดกันน่าจะเป็นเรื่องของการถามความเห็นมากกว่า และอาจจะตกใจว่าทำไมจำนวนเงินซื้อเสียงมากขนาดนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่มี อาจจะมีกระแสหรือเป็นการเตรียมการ แต่ก็จะอยู่ในสายตาของ กกต. ซึ่งการซื้อเสียงเป็นเรื่องของคนสองคน คือคนให้กับคนรับมาเจอกัน การหาพยานหลักฐานถึงเราจะรู้ว่าจุดไหนมี ที่เราทำได้คือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หลักตอนนี้คืออธิบายว่ามีเงินก็ซื้อไม่ได้ หรือกดดันไม่ให้เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง มีข่าวซื้อเสียงแต่ในข้อเท็จจริงคือซื้อไม่ได้ ซึ่งเราอยู่ในระยะของการป้องกัน ป้องปราม มาตรการของ กกต. เป็นแบบนี้


“ช่วงนี้ยังไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง เป็นเรื่องของการร้องเรื่องป้าย หรือการใช้ถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง ใส่ร้ายกัน” นายแสวง กล่าว


ไม่หนักใจปมถูกฟ้องเรื่องจัดหน่วย-แสดงตน


เมื่อถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการระบุว่าประชาชนเห็น แต่ กกต. ไม่เห็น ครั้งนี้จะลบภาพจำแบบนี้ได้หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อย่างที่บอกเรามีมาตรการ ช่วงนี้มันเป็นกระแส แต่เรามีมาตรการเรื่องของการป้องกันได้ แต่คนก็ยังคงพูดว่ามีการซื้อเสียงเหมือนเดิม เพราะคนที่ไม่ชนะก็จะมีมุมพูดเหมือนเดิม แต่คนชนะก็มีมุมพูดอีกแบบหนึ่ง แต่ตนพูดได้อย่างเดียวว่าพฤติกรรมไม่ต่างกัน


เมื่อถามว่าขณะนี้มีการฟ้องต่อศาลปกครองในเรื่องของการจัดหน่วยออกเสียง และการแสดงตน 2 ครั้ง นายแสวงกล่าวว่าไม่เป็นไร ก็เป็นสิทธิของประชาชน เราก็ถูกฟ้องทุกครั้ง ประชาชนก็ใช้สิทธิไป เราก็แก้ต่างไปอย่างนี้แหละ


เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ได้บัตรไม่ครบ ต้องดูลงทะเบียนออกเสียงกี่ประเภท


เมื่อถามว่ากรณีพบผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้รับบัตรเลือกตั้งไม่ครบ นายแสวงกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในเวลาจะบอกว่าได้รับไม่ครบก็คงไม่ได้ เพราะเขามีเวลาและแต่ละประเทศก็ส่งไม่เหมือนกัน และต้องดูว่าผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิได้ลงทะเบียนทั้ง 2 ประเภทหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องตรวจสอบว่าได้ลงทะเบียนตามสิทธิหรือไม่ เช่นลงทะเบียนเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็ได้บัตรเดียว ไม่ใช่จะได้ 2 บัตร ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ เหมือนเรื่องรหัสเขต อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเราใช้รหัสตัวเลข 5 หลัก ก็ว่าไปพร้อมกับรหัสไปรษณีย์ ทำให้เกิดความสับสน ครั้งนี้เราใช้ 4 หลัก คนก็บอกว่าทำไมไม่ใช้ 5 หลัก ดังนั้นคนจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะอยู่บนข้อเท็จจริงแค่ไหน