“นฤมล” รมว.ศึกษาธิการ ฝากบอร์ดอาชีวะชุดใหม่เร่งพัฒนาครูอาชีวะ เท่าทันโลก ควบคู่ยกระดับสวัสดิ ชูปรับหลักสูตรตอบโจทย์อุตสาหกรรม–เทคโนโลยี เน้นลงพื้นที่ดูบริบทจริงก่อนกำหนดนโยบาย
วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนการอาชีวศึกษา ในการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และออนไลน์ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขอใช้โอกาสในการพบปะคณะกรรมการอาชีวศึกษาชุดใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา รวม 21 ราย โดยมี นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประธานกรรมการ และมีกรรมการจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรม ด้านธุรกิจหรือบริการ ด้านเกษตรและประมง ด้านกฎหมาย ด้านการเงินการคลังหรือการลงทุน ด้านการพัฒนากำลังคน ด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการจัดการศึกษาพิเศษ และด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านที่จะช่วยผลักดันให้อาชีวะพร้อมรองรับนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล และการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ
...
ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ขอฝากให้ร่วมกันผลักดันเรื่องสำคัญๆ ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น การคำนึงถึงบุคลากรที่จะเป็นต้นทางของการผลิตเด็กและเยาวชนของเราไปสู่โลกของการทำงาน จากเดิมที่เคยเน้นไปที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ขอให้ส่งเสริมครู อาจารย์ และบุคลากร ได้รับการพัฒนาทั้งด้านทักษะ สมรรถนะที่เท่าทันโลก รวมทั้งสวัสดิการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการอาชีวศึกษา เช่น การพัฒนาทักษะต่างๆ การขอมี เลื่อนวิทยฐานะ ที่สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ. ที่ปรับเพิ่มทางเลือกการขอวิทยฐานะ เป็น 3 ช่องทาง คืองานวิจัย นวัตกรรม และรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่สำนักงาน ก.ค.ศ. รับรอง ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าครูอาชีวะได้ร่วมสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการจัดการเรียนการสอน ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งฝึกเด็กและเยาวชนไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ จนได้รับรางวัลมาแล้วหลายรางวัล สมกับคำว่า “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”
และนอกจากการยกระดับครูและบุคลากรอาชีวศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยการเรียนแบบ Active Learning เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงแล้ว ต้องเน้นให้พวกเขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อให้จบไปเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งทักษะอาชีพและทักษะชีวิตที่สามารถนำไปใช้ในการทำงาน และสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ ขอฝากเด็กพิเศษ ที่เข้ามาเรียนกับอาชีวะด้วย ขอให้ช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถที่สอดคล้องกับทักษะที่เขามีอยู่ในตัวเอง เพื่อให้หาเลี้ยงชีพเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
“สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขอฝากคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ที่เป็นเสมือนสุดยอดฝีมือ ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ และประสบการณ์ ครอบคลุมในหลายๆ มิติ ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนและผลักดันอาชีวะให้นำพาประเทศไปสู่ระดับนานาชาติ ว่า อาจารย์ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพบปะน้องๆ นักเรียนนักศึกษาอาชีวะ ทำให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของพวกเขาที่ได้เลือกเรียนอาชีวศึกษาในสาขาต่างๆ เห็นได้จากแววตาที่เป็นประกาย มีความหวังในเส้นทางอาชีพและอนาคตของตัวเอง จึงขอฝากให้ทุกท่านลงพื้นที่ไปดูบริบท ความต้องการแรงงาน และศักยภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน มีอัตลักษณ์โดดเด่นกันคนละแบบ หากเป็นไปได้ขอให้ลงไปดูให้เห็นก่อนที่จะออกแนวทาง นโยบายอะไรออกมา ก็จะช่วยให้อาชีวะนอกจากจะผลิตกำลังคนให้กับประเทศแล้ว ยังตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม เป็นการสืบสานอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย”