"พิชัย นริพทะพันธุ์" ห่วงสถานการณ์การเมืองโลกผันผวนหนักอาจนำไปสู่สงครามรุนแรง ขอเรียกร้องสันติภาพ ชี้ ไทยมีปัญหาโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข แนะเร่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน International Conference on Politics Business and Sustainable Development (ICPBS 2026) จัดที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นนักวิชาการชาวต่างประเทศเกือบทั้งหมด ว่า ความผันผวนในสภาวะการเมืองของโลกเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี ซ้ำเติมจากภาวะผันผวนเดิมจากปีที่แล้วที่มีปัญหาภาษีทรัมป์ รัสเซีย-ยูเครน จีน-ไต้หวัน (โดยมีญี่ปุ่นร่วมผสมโรง) เหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านที่มีคนตายแล้วเป็นจำนวนมาก รวมถึงความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา ฯลฯ และยิ่งทำให้ความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ส่งทหารเข้าจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยากลับไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ต่อมามีการข่มขู่จะยึดเกาะกรีนแลนด์ ถ้าหากสหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์กไม่ได้ ทำให้ประเทศมสมาชิกนาโต้ออกมาช่วยกันปกป้องเดนมาร์ก สร้างความสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงในสมาชิกของนาโต้ที่อาจจะพังทลายลงได้ และสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีแก่ประเทศในนาโต้ที่ออกมาปกป้องเดนมาร์กแล้ว อีกทั้งเหตุการณ์ในอิหร่านยิ่งทวีความรุนแรง เชื่อกันว่า มีคนตายแล้วกว่า 12,000 คน และมีโอกาสสูงสหรัฐฯ อาจจะเข้าแทรกแซงได้ นอกจากนี้ จีนอาจจะใช้ข้ออ้างแบบสหรัฐฯ ถึงโอกาสบุกยึดไต้หวันได้ (หวังว่าคงไม่เกิด) และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นางทากาอิชิ อาศัยความนิยมที่เพิ่มสูงมากถึง 75-78% หลังจากญี่ปุ่นประกาศปกป้องไต้หวัน ได้ประกาศจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาแม้ดูเหมือนจะสงบแล้ว แต่ก็อาจจะประทุขึ้นมาใหม่ได้
...
ทั้งนี้ พบว่า ผู้นำของประเทศต่างๆ อาศัยความขัดแย้ง เพื่อสร้างความนิยมให้กับตัวเองและพรรคการเมืองของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า สถานการณ์อาจนำไปสู่การก่อสงครามที่ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งหวังว่า คงไม่เกิดและขอให้ใช้เวทีนี้ ในการเรียกร้องให้นานาชาติช่วยกันลดความขัดแย้งอย่านำไปสู่การใช้กำลังทหาร หรือ สงครามที่รุนแรงมากขึ้นและขอให้เกิดสันติภาพ
สำหรับประเทศในอาเซียน ปัญหาความไม่สงบในเมียนมาที่ยังหาทางสงบไม่ได้ แม้รัฐบาลทหารพม่าจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย แต่นานาชาติก็ทราบดีว่า เป็นเพียงการจัดตั้ง ซึ่งจะไม่ทำให้ประเทศเมียนมาสงบและสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ถูกนำมาเป็นการสร้างความนิยมให้พรรคการเมืองที่กำลังจะเลือกตั้งด้วย ซึ่งหวังว่า ในที่สุดแล้วไทยและกัมพูชาจะสามารถหาข้อยุติในความขัดแย้งได้
นายพิชัย กล่าวอีกว่า กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจและความยั่งยืนของประเทศไทยเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน จากภาวะผันผวนของการเมืองไทยที่มีปัญหามากว่า 10 ปีแล้ว ตนเองได้เตือนมาตลอดถึงภาวะกบต้มและเตือนอีกว่า ประเทศไทยโชคร้ายที่มีปัญหาทางการเมืองในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาตลอดจีดีพี่ขยายได้เฉลี่ยเพียง 1.9% เท่านั้นในช่วง 2014-2023 โดยการลงทุนหดหาย ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวต่ำมาก หนี้สินของประชาชนเพิ่มมากขึ้นจากรายจ่ายที่สูงขึ้น แต่รายได้ไม่เพิ่ม และธุรกิจจำนวนมากมีหนี้ค้างสูงจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำมาซ้ำเติมด้วยวิกฤติโควิด ทั้งนี้ ทำให้ไทยประสพปัญหาทางโครงสร้างหลายด้าน เช่น ปัญหาติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งหากจะก้าวเป็นประเทศรายได้สูงได้เศรษฐกิจไทยต้องขยายมากกว่านี้มาก ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ มีคนอายุเกิน 60 ปีมากกว่า 20% ของประชากรและมีอัตราการตายสูงกว่าอัตราเกิด ประชากรเริ่มลดลง ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ประมาณ 87-88% ของ จีดีพี ซึ่งถ้าไม่แก้ไขจะไม่สามารถเดินหน้าได้ ประสิทธิภาพแรงงานต่ำและไม่มีการพัฒนาคิดค้นเรื่องใหม่ๆ ทั้งนี่สืบเรื่องมาจากการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ไม่ตรงกับทิศทางของประเทศ ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยสูงมาก คน 1% ถือครองทรัพย์สิน 67% ของทั้งประเทศ เศรษฐกิจขึ้นกับการส่งออกและการท่องเที่ยว เพราะการบริโภคภายในต่ำจากหนี้ครัวเรือนที่สูง ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพต่ำและมีขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งโลกต้องมีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพ มีสินค้าที่เป็นแชมเปี้ยนน้อยไป และไม่มียี่ห้อของตัวเอง การคอรัปชั่น ซึ่งกัดกินเศรษฐกิจไทยและ ล่าสุดปัญหา สแกมเมอร์ ที่เอกชนเรียกร้องกันมาก ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยทางแก้ไข ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วดังใจ แต่ก็ต้องเร่งทำ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ก่อนที่ไทยจะล้าสมัยและตกยุคถ้ายังขยายตัวตำแบบนี้ไปอีกหลายปี ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องหันมาพึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการนำพาประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้
นายพิชัย กล่าวอีกว่า ตามหลักการสากล การที่จะเพิ่มจีดีพี เพื่อเป็นประเทศรายได้สูงได้ต้องเพิ่มการส่งออก การลงทุนและการท่องเที่ยว การส่งออกและการลงทุนมีความสัมพันธ์กันโดยตรง โดยการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Semiconductor, PCB, Data Center, Ai, EV, Clean energy, Electronics etc. โดยตนเองเป็นผู้ชักชวนให้นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในอุตสาหกรรม PCB ตั้งแต่ต้นปี 2024 จนปัจจุบันมีการลงทุนใน PCB ในไทยอย่างมาก จนไทยอาจจะเป็นผู้ผลิตใหญ่สุด โดยล่าสุด BOI อนุมัติ บริษัท ZTD ที่ผลิต PCB รายใหญ่ของโลก ที่จะลงทุนในไทยกว่า 65,000 บาทแล้ว ทั้งนี้หวังว่าจะมี Cluster ของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี่ตนเองยังได้เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจ Data Center และ Ai โดยมี GPU , TPU เพื่อให้ไทยเป็นศุนย์กลางของภูมิภาคนี้
จากการศึกษาพบว่า Data Center และ Ai ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐและจีน จะเป็นทางออกของเศรษฐกิจไทยและไทยต้องเร่งพัฒนาในเรื่องนี้ตามประเทศผู้นำเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยแก้ปัญหาที่เป็นอยู่และพัฒนาต่อไปอย่างรวดเร็วจนสามารถเป็นประเทศรายได้สูงได้ ไทยได้ตกขบวน E- commerce และ Unicorn ในช่วงแรกมาแล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ขยายเท่าที่ควร ดังนั้นเราจะตกขบวน Data Center และ Ai อีกไม่ได้ ตนเองเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหากไทยพัฒนาในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไทยจะกลับมาเข้มแข็งทั้งการเมือง ธุรกิจ และ การพัฒนาอย่างยั่งยืน