“ปิยบุตร” ช่วยหาเสียง จ.ชัยภูมิ ลั่น ปชน. ถูกรุมกินโต๊ะ เจอแผนสกัดไม่ให้เป็นรัฐบาล ชี้หากได้ 20 ล้านเสียง 250 สส. ไม่มีใครมาขวางได้ ด้านพรรคประชาชนแยกสายลงพื้นที่เร่งนำเสนอนโยบายกับชาวบ้าน
วันที่ 21 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 มกราคม นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ปราศรัยที่ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองชัยภูมิ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า พรรคพวกเราถูกยุบมาสองครั้ง ถูกตัดสิทธิ์มาหลายคน เราเลือกตั้งได้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ถามว่าเราท้อแท้กับเรื่องนี้ไหม ไม่ครับ เราเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะเราเชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพไปได้ดีกว่านี้ ตนจึงถือโอกาสมาช่วยหาเสียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ มีความสำคัญต่อชีวิตพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างไรบ้าง
นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า นโยบายดีๆ หรือการสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหายาเสพติด ฯลฯ พรรคการเมืองทุกพรรคก็พูดได้หมด เวลาถึงหน้าเลือกตั้งทีไร ทุกพรรคการเมืองก็เอานโยบายมาเสนอขายแก่พี่น้องประชาชน พรรคการเมืองจะพูดนโยบายอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยากจะชวนพี่น้องมาคิดว่า พรรคการเมืองที่ลงสนามรับเลือกตั้งขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคใหญ่และพรรคตัวเต็งตัวรองทั้งหลายเขาเคยเป็นรัฐบาล เคยมีอำนาจ เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์กันมาหมดแล้ว เขาเคยบริหารสารพัดกระทรวงมาหมดแล้ว เหลือแต่พรรคประชาชนที่ไม่เคยมีอำนาจบริหารประเทศ
...
ดังนั้นถ้าหากทุกพรรคและนักการเมืองต้องการนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน คำถามที่ต้องถามกลับไปดังๆ ก็คือว่า แล้วตอนที่เป็นรัฐบาลคุณทำอะไรอยู่ คุณบอกว่าจะปราบคอร์รัปชัน ปราบทุนเทา ปราบสแกมเมอร์ ปราบพนันออนไลน์ ปราบยาเสพติดที่ทำให้ชีวิตลูกหลานย่อยยับแบบนี้ คำถามก็คือเมื่อปี 62 พวกคุณเป็นรัฐบาลแล้วทำอะไรอยู่ ตอนปี 66 พวกคุณก็เป็นรัฐบาลแล้วพวกคุณทำอะไรอยู่ เพิ่งมาคิดออกวันนี้หรือ
เช่นเดียวกัน นโยบายแก้ปัญหาปากท้อง บอกว่าจะทำให้พี่น้องมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น บอกว่าจะให้ชีวิตของพี่น้องดีขึ้น บอกว่าจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด บอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ สารพัดเรื่องราวที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ปี 62 และ 66 แล้วพวกคุณก็เป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้ว ทำไมคุณไม่ทำครับ
ดังนั้นความแตกต่างมันอยู่ตรงนี้ครับพี่น้อง ถ้าเราเชื่อว่าพรรคและนักการเมืองเดิมๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง คำถามก็คือเขามีโอกาสหลายครั้งแล้วทำไมเขาไม่เปลี่ยนแปลงครับ
ดังนั้นถ้าหากพี่น้องคิดว่าสังคมไทยตอนนี้อยู่แบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มันต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เราไม่สามารถใช้นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ คณะเดิมๆ พรรคเดิมๆ พวกที่เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ กันมาแล้ว ใช้พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แล้วครับ เพราะถ้าใช้ได้จริงป่านนี้ชีวิตของพี่น้องเจริญก้าวหน้าไปนานแล้วครับ
นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขอโอกาสคนชัยภูมิออกไปใช้อำนาจของเราเพื่อเปลี่ยน 3 เปลี่ยน ได้แก่
1. “เปลี่ยนผู้แทนราษฎร” เราต้องการผู้แทนราษฎรที่เข้าใจหัวอกประชาชน เป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดใหม่ๆ เข้าไปทำงาน ไม่อิงแอบกับกลุ่มทุนใด เพื่อให้เมื่อสามารถเข้าไปแล้วจะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร เป็นหนี้บุญคุณคนเดียวคือพี่น้องประชาชน ทำงานในพื้นที่ดีและไปอภิปรายในสภาได้ดี ผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนต้องดีทั้งสองแบบ ในเมื่อพี่น้องลองมาหมดแล้ว ลองเปลี่ยนผู้แทนราษฎรอีกสักครั้งดูดีไหมครับ โดยการเลือกพรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 ทั้งประเทศ
2. “เปลี่ยนรัฐบาล” เพราะเมื่อผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ได้เป็นผู้แทนแล้ว เขาจะไม่ใช่ตัวแทนของพี่น้องชาวชัยภูมิเท่านั้น แต่เขาจะเข้าไปทำหน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งคือการไปยกมือเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี พวกเขาจะไปยกมือให้เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้พรรคประชาชนไปตั้งรัฐบาลประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
และรอบนี้จะแบ่งคะแนนไม่ได้ รอบนี้ขอทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อทั้งสองใบ เพราะมีเหตุจำเป็นอยู่ เพราะฝ่ายที่ไม่ชอบ ฝ่ายที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายที่กำลังทรงอำนาจอยู่ในปัจจุบันนั้นเขากลัว ไม่อยากเห็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ไปเป็นรัฐบาล เพราะถ้าได้เป็นรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที อำนาจทรัพยากรที่คุณกอบโกยขูดรีดเอาไปจะถูกทำลายลง ดังนั้นเขาจึงกลัว คราวที่แล้วเขาประมาทไปหน่อยมาสกัดเอาตอนชนะเลือกตั้งไปแล้ว มารอบนี้เตรียมแผนสกัดกั้นเราตั้งแต่หัววัน ทุกวันนี้โดนมหกรรมรุมกินโต๊ะอย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าเขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลจริงๆ
ดังนั้นการได้ สส.บางเขต หรือแม้แต่ สส.ชัยภูมิ ยกจังหวัดก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราต้องได้ที่ 1 ต้องมี สส.ให้เกิน 250 ที่นั่งเลยจะยิ่งดี ครั้งนี้เอาอีกครั้ง เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เอาให้เกิน 250 เสียง คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง ไม่มีใครขวางการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้อีกแล้ว
3. “เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ” จากที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่เป็นวิญญาณมาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร และวางการสืบทอดอำนาจได้สำเร็จในการเลือกตั้งปี 2562 และก็มาออกฤทธิ์ให้เราเห็น ให้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกของคนคนเดียวมามีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้วุฒิสภาชุดที่สอง ก็ยังมีที่มาที่เป็นปัญหา แล้ววุฒิสภาก็มาเลือกองค์กรอิสระ แล้วที่โฆษณาเอาไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้วมันปราบตรงไหน คอร์รัปชันเต็มบ้านเต็มเมือง นายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารได้อยู่ยาว แต่นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งถูกเปลี่ยนบ่อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนเขาจึงพยายามผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้งหลายหน สุดท้ายติดอยู่ที่ สว. แต่ครั้งนี้ด้วยความพยายามของพรรคประชาชนที่ไปทำข้อตกลง ทำให้เราได้ไปออกเสียงประชามติที่เป็นเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้ากาเห็นชอบกัน 25-30 ล้านเสียง สว. หน้าไหนก็มาขวางไม่ได้
ดังนั้น จึงขอฝากว่าในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ ใบแรกสีเขียวกาให้ผู้สมัครทั้ง 7 เขตของชัยภูมิเป็นแทนราษฎรของเราในพื้นที่ พร้อมทำงานสภาได้อย่างเต็มที่ ใบที่สองสีชมพูกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 ให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด และใบสุดท้ายสีเหลืองคือกาเห็นชอบประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายปิยบุตรกล่าวทิ้งท้ายว่า ผมและคุณธนาธรเริ่มทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านร้อนผ่านหนาวเจอขวากหนามคมหอกดาบกันมามาก มีคดีความที่โดนนับไม่ถ้วน ถามว่าเราท้อไหม ไม่มีทางท้อครับ ที่ไม่ท้อเพราะเชื่อว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้ และเราเชื่อว่ายังมีพี่น้องสนับสนุนเราอยู่ ตราบใดที่ยังมีพี่น้องประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับพวกเรา ไม่มีวันถอย สู้ตายครับ พวกผมไม่มีอำนาจรัฐไม่มีกลไก ไม่มีเงินทองแบบที่เขามี พวกผมไม่มีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุน เรามีอยู่อย่างเดียว เรามีประชาชนครับ และเพราะว่าเรามีประชาชนนี่แหละที่ทำให้การต่อสู้ของเรายังต้องเดินหน้าสู้ต่อไป เมื่อปี 2566 เราเดินมาเกือบจะถึงฝันแล้ว ดังนั้นเลือกตั้ง 2569 ต้องขอแรงพี่น้องอีกสักครั้งหนึ่งครับ
นายปิยบุตร ระบุว่า ผมขอย้อนทบทวนความหวังของพวกเรา ในปี 2566 พี่น้องพวกเรามีความหวังว่าพิธาจะเป็นนายกฯ แต่แล้วความหวังพวกนั้นก็ดิ่งลงเพราะโดนเขาสกัด แล้วพี่น้องก็บอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจ รอครั้งหน้า ต่อมาพรรคถูกยุบพี่น้องก็เจ็บแค้นเจ็บปวดแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวเลือกตั้งครั้งหน้าจะระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง วันนี้มาถึงแล้วครับ มันมาไวกว่าที่คิด เราไม่ต้องรอถึงปี 2570 แต่ปี 2569 ได้เลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมขอพี่น้องประชาชนอีกครั้ง ช่วยกันเอาความหวังแบบนั้นกลับมาใหม่ มีแต่ความหวังเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวของพวกเขา ที่เขาทำทุกทางทั้งปล่อยความเท็จ ใส่คดีความ ไปร้องเรียนสารพัดเรื่องราวต่างๆ เพราะเขากลัว ยิ่งเขากลัวเราต้องเอาความหวังไปจัดการครับ เอาความหวังไปทำลายความกลัวของพวกเขา และเอาความหวังเหล่านั้นมาทำให้กับทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้
ประชาธิปไตยแปลว่าอะไร ถ้าแปลอย่างตรงไปตรงมาก็แปลว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่ใช่เรื่องหลักการนามธรรมไกลตัว อำนาจสูงสุดของพี่น้องประชาชนไม่ได้มีเทวดาประทานมาให้เรา ไม่ได้หล่นมาจากสรวงสวรรค์ อำนาจสูงสุดของเราติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เมื่อเราเกิดมาแล้วเป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคมประเทศนี้ เราจึงเป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกัน และเมื่อเราเป็นเจ้าของร่วมกันเราจึงมาตัดสินใจร่วมกัน เราต้องใช้อำนาจสูงสุดแต่กำเนิดไปตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้แทนราษฎรของท่าน เราต้องใช้อำนาจติดตัวมาตั้งแต่เกิดไปตัดสินใจว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯ ใครจะไปใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อำนาจสูงสุดนี้จะได้แสดงพลังอีกครั้ง
ครั้งแรกเมื่อปี 2562 แสดงไปแล้วไม่ผ่าน อีกครั้งหนึ่งปี 2566 แสดงไปแล้วได้ 14.4 ล้านเสียงก็ยังถูกสกัดขัดขวางอยู่อีก ถ้าครั้งนี้ครั้งที่สาม เราได้เสียงรวมกันไปได้ถึง 20 ล้านเสียง ได้ สส. เกิน 250 คน นั่นคือสัญญาณที่พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้บอกออกมาดังๆว่า ประชาชนคนไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล แล้วถ้าพี่น้องมากกว่าครึ่งหนึ่งออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ไม่ต้องมีใบอนุญาตอื่นอีกแล้ว
ปชน. แยกสายลงพื้นที่ “ณัฐชา” ลุยเมืองคอน “วิโรจน์” เดินสายกาญจนบุรี
ส่วนวันนี้ (21 ม.ค.) พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ช่วยนายปกรณ์ อารีกุล ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 หาเสียง ในพื้นที่ชุมชนการเคหะ 1 บรรยากาศเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง เนื่องจากเป็นการเปิดวงสภากาแฟ นั่งถกปัญหาของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่
นายณัฐชา กล่าวว่า ภายหลังจากได้รับฟังปัญหาและพูดคุยอย่างใกล้ชิดสิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือ ความกังวลต่ออนาคตของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำชุมชน ซึ่งกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกยุบเลิก เนื่องจากจำนวนเด็กในพื้นที่ลดลงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนด สำหรับหลายครอบครัว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รับฝากดูแลเด็กเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่ตั้งต้นของชีวิตที่ช่วยดูแล พัฒนา และวางรากฐานด้านการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยในชุมชน เป็นพื้นที่ที่พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวแรงงานและครอบครัวรายได้น้อย สามารถฝากลูกหลานไว้ได้อย่างอุ่นใจในช่วงเวลาทำงาน
อย่างไรก็ตาม การพิจารณายุบเลิกศูนย์เด็กเล็กโดยอาศัยหลักเกณฑ์เชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถสะท้อนความสำคัญของศูนย์ในมิติทางสังคมได้ครบถ้วน เพราะแม้จำนวนเด็กจะลดลง แต่ความจำเป็นในการเข้าถึงบริการดูแลเด็กที่มีคุณภาพกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย ตรงกันข้าม เด็กที่เหลืออยู่ในชุมชนจำนวนไม่น้อยกลับเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในด้านโภชนาการ การพัฒนาทักษะพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน
นายณัฐชา ระบุว่า พี่น้องประชาชนยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือข้อจำกัดของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปัจจุบัน ที่เปิดรับเด็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานหญิงจำนวนมากที่ต้องกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังสิ้นสุดช่วงลาคลอด ทั้งที่บุตรหลานยังมีอายุเพียงไม่กี่เดือน
ช่องว่างระหว่าง “ช่วงลาคลอด” กับ “อายุขั้นต่ำของการเข้าใช้ศูนย์เด็กเล็ก” กลายเป็นภาระหนักของครอบครัว ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องพึ่งพาการดูแลแบบไม่เป็นทางการ หรือแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้างพี่เลี้ยงเอกชน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิมในชุมชน
นายณัฐชา ย้ำว่า ในประเด็นนี้ พรรคประชาชนได้เสนอนโยบายสำคัญ คือการขยายการรับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงวันลาคลอดของแรงงานหญิง และช่วยให้พ่อแม่สามารถกลับไปทำงานได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเลือกระหว่าง “งาน” กับ “ความปลอดภัยและพัฒนาการของลูก”
นโยบายดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระของครอบครัว แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตั้งแต่ช่วงวัยที่สมองและพัฒนาการกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพประชากรในอนาคต
เสียงสะท้อนจากชุมชนการเคหะ 1 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการคงอยู่หรือยุบเลิกศูนย์เด็กเล็กเท่านั้น หากแต่เป็นคำถามสำคัญต่อทิศทางนโยบายของรัฐว่า เราจะเลือกมอง “เด็ก” เป็นภาระเชิงงบประมาณ หรือเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศในระยะยาว
ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ได้ไปหาเสียงที่ตลาดเกษตรกร (ตลาดนัดคลองหมาเน่า) อำเภอบ้านสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้กลยุทธ์เดินไปถึงตามบ้านเรือนประชาชน จากนั้น นายวิโรจน์ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงบริเวณโดยรอบ โดยกล่าวว่า ได้เวลายกระดับเบี้ยผู้สูงอายุแล้ว เราไม่ได้ปรับเบี้ยมา 14 ปี เป็นเวลานานแล้ว จากไข่ดาวใบละ 5 บาท ตอนนี้ 10 บาท นอกจากนี้ยังมีนโยบายเบี้ยเด็กเล็ก ซึ่งปกติมีปัญหาตรงที่เด็กไม่ได้ได้ทุกคน ซึ่งนโยบายพรรคประชาชน เราให้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ท้อง 5 เดือน คุณแม่จะได้เอาไปใช้เพื่อโภชนาการที่ดีของลูกในท้อง