“อนุทิน” หาเสียงเขตสายไหม ขอคะแนนให้ “เอกภพ” แซวเอง ถ้าไม่รอดก็ม่อง ชาวบ้านขอสานต่อคนละครึ่งพลัส ลั่น เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้คนคุณภาพอย่าง “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” มาทำงาน


วันที่ 19 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่เขตสายไหม กทม. ในช่วงเย็น โดยได้มาพบกับนักเรียนระดับมัธยมปลาย โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่เปิดมากว่า 60 ปี ซึ่งมีทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองต่างมาต้อนรับ และขอถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน ทั้งเด็กและนักเรียนต่างชื่นชมโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมทั้งขอให้กลับมาสานต่อบางคนไม่ได้สิทธิรอบที่แล้ว และคุณครูหลายคนชื่นชมนายอนุทิน เรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บอกว่าทำให้ประเทศไทยดูมีศักดิ์ศรีขึ้นมาเยอะมาก

จากนั้น ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงเดินทางต่อมาที่ชุมชนวัดเกาะสุวรรณาราม ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากมารอต้อน ตะโกนเชียร์ “อนุทินสู้ๆ”, “นายกฯสู้ๆ”, “ภูมิใจไทย 37” พร้อมตะโกนว่า “ไม่เปิดด่าน” โดยจังหวะนี้นายอนุทินได้ชูมือขึ้นตะโกนพร้อมชาวบ้าน “ไม่เปิดด่านๆๆ” ขณะเดียวกันปรากฏว่ามีขบวนรถฮาร์ลีย์ฯ ขับผ่านเส้นทาง ระหว่างที่นายอนุทินกำลังหาเสียงพอดี ได้มีการชูมือเชียร์ พร้อมเร่งเครื่องเป็นจังหวะ โดยระหว่างเดินตลาดมีชาวบ้านยื่นส้มให้นายอนุทิน พร้อมถามว่าส้มหวานหรือไม่ นายอนุทิน จึงหันมาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ก็รู้ว่าส้ม ปัดโถ่เอ๊ย” ทำให้นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย บอกว่า “ส้มบางมดหวาน นายกฯ เคี้ยวส้มซะน่วมเลย” โดยทานหลายครั้งจนเกิดการแซวกันว่า “ทำไมกินส้มบ่อยจัง” เจ้าตัวจึงรีบตอบว่า “ชอบกินส้ม”

...

ต่อมาเดินเท้าต่อมายังหมู่บ้านจิตตภาวรรณ 2-3 ซึ่งระหว่างนั้น นายอนุทินได้เดินผ่านร้านขายยา บ้านเลขที่ที่มีหมายเลข 37 ก่อนจะเข้าไปถ่ายภาพบริเวณหน้าร้าน และในช่วงเดียวกันนี้ ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่ขึ้นรถแห่หาเสียงผ่านบริเวณด้านหน้าหมู่บ้าน ก่อนที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยจะพูดออกเครื่องขยายเสียงว่า งดใช้เสียงระหว่างที่ขับรถผ่านบริเวณจุดนี้



ขณะที่เวลา 18.00 น. นายอนุทิน ปราศรัยเวทีย่อย ณ ลานอเนกประสงค์หมู่บ้านจิตตภาวรรณ 2-3 เขตสายไหม ช่วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร สส.เขต 11 (ยกเว้นแขวงออเงิน) หาเสียง โดยกล่าวเริ่มต้นว่าไมโครโฟนคุณภาพดี พูดแล้วตอบสนองดีมีคุณภาพเหมือนกับคนสายไหม พร้อมฝากให้เลือก นายเอกภพ ซึ่งตนรู้จักกันเมื่อครั้งโควิด-19 เพราะเมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะไปทุกบ้านทุกซอยเป็นไปไม่ได้ ต้องคอยหาทำให้โรงพยาบาลเปิด เตียงว่าง จึงได้คนอย่าง เอก สายไหม เป็นโมเดลที่จะใช้วิธีแบบนี้กับเขตอื่นๆ ช่วยผู้ที่เดือดร้อนได้มาก

“สมัยนั้นพี่น้องอาจจะไม่คุ้นเคยภูมิใจไทย แต่ตอนนี้เห็นผลงานภูมิใจไทย เมื่อเราเข้าไปเป็นรัฐบาลมา เราทำในสิ่งที่เราได้ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด แต่ทำไม่ได้สักที ก็ไม่ได้ท้อถอย หาคนที่มีความมุ่งมั่น ทำงานให้คน กทม. เยอะๆ จึงไปเชิญนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มาร่วมงานด้วย”

นายอนุทิน ยังได้กล่าวในช่วงหนึ่งด้วยว่า “โชคดีที่ผมไม่มีลุง ไม่มี Uncle ก็เลยไม่ต้องเกรงใจ ผมเกรงใจคนไทย ใครมารุกรานแผ่นดินไทย ใครมาพยายามคุกคาม ทำร้ายประเทศของเรา ผมไม่เกรงใจอยู่แล้ว” ก่อนจะระบุต่อไป เข้ากับช่วงที่เราจะต้องดำเนินการในการปกป้องแผ่นดินไทยเราอย่างเต็มที่ เชื่อว่าพี่น้องได้รับทราบรับรู้และมีส่วนร่วม ตนตัดสินใจดำเนินนโยบาย และถามประชาชนที่มาฟังปราศรัย ว่า “แข็งกร้าวไหมล่ะครับ” ประชาชนตอบว่าโอเค

พร้อมทั้งไล่เรียงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ว่า เป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว เช่น เรื่องปราบสแกมเมอร์ ทำลายทุนเทา ไม่เอากาสิโน เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ถูกใจพี่น้องประชาชน จีนเทาที่ถูกส่งกลับจีนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เที่ยวนี้เราปรับแบบนี้มันเข้าไม่ได้ ถึงถูกจับส่งกลับจีน จึงลดเรื่องการคุกคาม Call Center โทรมาหลอกลวงลง ถือว่านโยบายนี้ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท 60 เดือน 60 งวด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนรับรู้ และยังพูดถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่เพิ่มรายได้ผู้ขาย เป็นนโยบายที่เราต้องทำเฟส 2 แต่ยุบสภาฯ ก่อนเลยทำไม่ได้ ส่วนจะทำได้เมื่อไหร่ ให้ตนได้เข้าไปเป็นรัฐบาล



หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยอีกว่า เราไม่ต้องเสียใจ ไม่ถูกเอาเปรียบ เหนื่อยก็ทำงาน และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยทำงานหลายเรื่องดี ประสบความสำเร็จ ที่ล้มเหลวก็มี แต่ก็แก้ไขปัญหาให้ คิดว่าถ้าเที่ยวนี้จริงๆ ไม่กล้าลง กทม. แต่คนบอกให้รักษาบ้านเมืองรักษาสถาบันไว้ จึงเห็นว่าคนกรุงเทพฯ รู้จักพวกเรามากขึ้น จึงขอตื้ออีกที ที่ผ่านมาเราไม่สามารถปั้น สส.กทม. ได้ก็มีใจเสีย แต่เมื่อถึงเลือกตั้งอย่างไรเราก็ต้องส่งคนลง เพราะต้องการให้มีตัวแทนเป็นคนที่มีคุณภาพ ทำงานให้ได้และมีความกล้าหาญ นายเอกภพ มีความกล้าหาญ เวลาทำงานองค์ลง ต้องการทำอะไรให้กับ ประชาชนของเขา เขาก็หน้ามืดตามัวเหมือนกัน

นอกจากนี้ นโยบายรั้วชายแดนยังป้องกันพืชผลทางการเกษตรเถื่อนจากเพื่อนบ้านเข้ามาประเทศไทย เพราะแอบเข้ามาก็ทำให้ราคาสินค้าในประเทศไทยลดไปครึ่งหนึ่ง พอมีเรื่องปะทะกัน รัฐ กองทัพมีการวางลวดหนามป้องกัน ข้าวเถื่อนเข้าไม่ได้ จึงทำให้ข้าวไทยราคาพุ่งถึงเกวียนละ 8000 บาท ตนจึงอยากอธิบายคนที่ถามว่าจะไปสร้างทำไม สร้างรั้วไปก็โดนทำลายทิ้ง แต่อยากบอกว่าจะใช้รั้วเป็นประโยชน์แฝงตลอดชายแดนของเรา นอกจากนี้ยังป้องกันปัญหายาเสพติดได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ได้รายงานมาว่ามีการขึ้นราคายาเสพติด เนื่องจากมีการกวาดล้างจากรัฐบาล

ส่วนนโยบายทหารอาสาที่จะไม่ต้องจับใบดำ-ใบแดง จะให้เป็นทหารเกณฑ์สมัครใจ เพราะจะได้คนที่อยากเป็นทหาร พร้อมยกตัวอย่างว่า ตนรู้สึกดีใจเมื่อครั้งที่ นายเศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายตอนอายุ 21 ปี ที่คิดว่าพ่อตัวเองจะเส้นใหญ่ แต่ตนไล่ให้ไปจับใบดำใบแดง ซึ่งลูกชายก็จับได้ใบแดงจริง “ผมรู้ลางสังหรณ์ว่าจับได้ใบแดงแน่ ผมซื้อสติกเกอร์ทหารในไลน์ไว้ก่อนเลย 11 โมงครึ่งลูกส่งข้อความไลน์มาเลยบอกพ่อว่าใบแดง เลยส่งสติกเกอร์ตะเบ๊ะกลับไปว่า รักชาติ ยิ่งชีพ ลูกชายก็ออกมาเปลี่ยนเป็นคนละคน”

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ทหารได้ฝึกวิชาชีพ หลักสูตร ปวช. หากมีสงครามก็ได้รบ หากไม่มีสงครามก็ช่วยประชาชน สามารถมีวินัยอยู่ในระเบียบ ปลดประจำการแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ แต่หากสนใจในราชการทหารก็สามารถต่อยอดได้เป็นนายสิบ นายร้อยได้ พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมา 2 เดือนรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ทำสิ่งเหล่านี้ให้กับประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้น


สำหรับบุคลากรที่มาทำงานให้กับพรรคภูมิใจไทย และประชาชนหลายคนก็ชอบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพราะไปไหนประชาชนก็บอกว่านางศุภจีเก่ง ขอให้นำมาช่วยเรื่องค้าขาย ประชาชนจะได้มีเงินทอง หากตนได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล นางศุภจีก็กลับเข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างแน่นอน ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สามารถวางแผนการเงินการคลัง ทำให้วินัยการเงินการคลังของประเทศถูกรักษาอยู่ ประเทศอยู่ได้ประชาชนอยู่ได้เศรษฐกิจก็ดี

พร้อมกล่าวต่อไปว่า พรรคภูมิใจไทยจะนำคนที่ถูกกับงานมาทำ อย่าง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินขึ้นเวทีโลกเรากลับบ้านสบายใจ ส่วนนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มา 4 ปีเต็ม ไม่มีใครเก่งกว่านายวราวุธ เพิ่งมาอยู่พรรคตน 2-3 เดือน แต่ทำงานมาโดยตลอด เห็นทำงานอย่างเต็มที่ ทุ่มเท ไปเมืองนอกไม่มีอายใคร พูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าฝรั่ง ขณะที่นายเอกนัฏ ทีมสุดซอย บ้าเลือด มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มตัวพร้อมขึ้นเวที ตนก็ลุ้นเรื่องคดี แต่เป็นเรื่องในอดีต

ในตอนท้าย นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า เลือกภูมิใจไทยจะได้อะไรไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ได้ถูกคนถูกงานขยัน ทุ่มเท และเข้าใจงาน มีประสบการณ์เข้ามาทำงาน พี่น้องไม่ต้องเสี่ยง นี่คือจุดที่ดี เข้าไปทำงานได้เลย คนพวกนี้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับข้าราชการประจำเข้าไปสามารถขับเคลื่อนงานได้ จึงเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทยที่เรามีบุคลากรทำงานได้ ดังนั้นอย่าพูดอะไรมาก วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายเอกภพ สายไหมต้องรอด เที่ยวนี้ถ้าไม่รอดก็ม่อง ขอโอกาสให้นายเอกภพ เพราะขยันและหล่อ เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องจะให้โอกาส เลือกเอกภพ ได้ภูมิใจไทยทั้งพรรค.