“ชูวิทย์” ฟาดกลับ “วิโรจน์” ยันไม่ได้รับงานใครมา รับคุย “บิ๊กโจ๊ก” จริง แต่ไม่ได้เก็บหลักฐาน โชว์แชตสนิท “บิ๊กแดง” คบมา 30 ปี ไม่เคยพูดเรื่องการเมือง แกะชิมส้มบอกยังไม่หวาน
วันที่ 19 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง แถลงข่าวตอบโต้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โดยก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้มจำนวน 5 ลูก พร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊ก และป้ายข้อความ “ราษฎรเต็มขั้น” มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว โดยนายชูวิทย์และทีมงานสวมเสื้อที่ติดป้ายชื่อ “ราษฎรเต็มขั้น” ที่หน้าอก
...
นายชูวิทย์แถลงชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ขอฝากถึงนักวิชาการ “พรรคส้ม” ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริงว่า ในช่วงที่มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ซึ่งอ้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองเดิม แต่ยังใช้ระบบโควต้าและวิธีการทางการเมืองแบบเก่า ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็น
นายชูวิทย์ ระบุว่า ตนเองเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสาย “ส้ม” ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 และเคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดงเพียงลำพัง จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามากกว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารับงานทางการเมือง โดยชี้ว่าตนเองต่อสู้คดีด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร
นายชูวิทย์ กล่าวถึงอาการป่วยในปี 2566 ว่า มีอาการรุนแรงถึงขั้นแพทย์วินิจฉัยว่าอาจไม่มีชีวิตอยู่ และเคยไปดูสุสานมาแล้ว ภายหลังการรักษาจนอาการทรงตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งปีนี้ จึงมองว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าได้ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน หรือ “สั่งสอน” กับพรรคประชาชน พรรคการเมืองที่ตนเองเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากไม่รักก็ไม่ไปเลือก พร้อมย้ำว่าตนเองเป็น “ราษฎรเต็มขั้น” ที่เข้าใจการเมือง และเห็นว่าราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง
สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ สส. ในพื้นที่ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชูวิทย์กล่าวว่า เรื่องต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และหากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นเรื่องสั้นและตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าหลักการคือ “ไม่มีเทา มีแต่ขาวกับดำ” พร้อมกล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้ข้อมูลเรื่อง “ตั๋วช้าง” แก่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งแต่นายเป็นนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนไปสู่การอภิปรายในสภา ซึ่งตนเองยินดีมาโดยตลอด เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นตำรวจอยู่ในวงการมานานคนทำงานได้รับผลตอบแทนทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ที่พรรคประชาชนปฏิบัติเช่นนี้ต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ “ยกเว้นอย่างเดียวว่าบิ๊กโจ๊กเป็นคนน่ารังเกียจในช่วงนี้”
นายชูวิทย์ ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี โดยตนเองเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำของพรรค ซึ่งตนมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็น MOA โดยไปเพียงลำพัง ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคและการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้
นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนเองได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งย่อมมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
นายชูวิทย์ยืนยันว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ พร้อมย้ำว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนเองจะไม่มีเอกสารหรือ “ใบเสร็จ” มาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน
นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า ตนเองรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง
จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” อดีตผู้บัญชาการทหารบก ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด
นายชูวิทย์กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง และการพยายามเชื่อมโยงตนเองกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า พร้อมย้ำว่าตนเองไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน
นายชูวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ตนเองสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ทั้งนี้ นายชูวิทย์กล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง พร้อมย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว
ท้ายที่สุด นายชูวิทย์กล่าวพร้อมยกจานส้มขึ้นประกอบการแถลงว่า ตนเองไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต พร้อมย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่
นายชูวิทย์กล่าวถึงท่าทีต่อพรรคประชาชนว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตนเอง ขอใช้คำว่า “เพราะรักมากจึงแค้นมาก” โดยยืนยันว่าไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมืองในลักษณะดังกล่าว ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ “ยักษ์แคระ” กลายเป็น “ยักษ์ใหญ่” และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองจะได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วโดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90-100 ที่นั่งเท่านั้น โดยให้ประชาชนเฝ้ารอไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
หลังจากนั้นนายชูวิทย์ได้นำส้มขึ้นมาแกะพร้อมกับปอกใส่ปากก่อนชิมส้มไปหนึ่งซีก และบอกว่า ส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะส้ม งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ นี่มันส้มเก๊ส้มจีนหรือเปล่า