ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ที่เรือนจำ เผยเรื่องพักโทษ ช่วง พ.ค.นี้ “พ่อ” บอกให้ทำตามระเบียบ ทนายเชื่ออุทธรณ์คดีมาตรา 112 ไม่กระทบการพักโทษ
ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ม.ค. 69 นายพานทองแท้ ชินวัตร, น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยา, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร โดยเดินทางมาพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ
หลังครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประมาณ 1 ชม. น.ส.พินทองทา ออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยกับคุณพ่อวันนี้เป็นไปด้วยดี คุณพ่อมีการปรับตัว เนื่องด้วยก็อยู่ด้านในมา 4 เดือนกว่าแล้ว
ส่วนกรณีเดือน พ.ค.นี้ มีรายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ อาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป น.ส.พินทองทา กล่าวว่า ตนได้คุยกับคุณพ่อในเรื่องนี้ คุณพ่อก็บอกเพียงว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ตามกติกา จะได้จบถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยคุณพ่ออายุเกิน 70 ปีแล้ว ท่านก็ควรได้สิทธิพิจารณาในส่วนนี้ตามระเบียบ
ส่วนกรณีที่ช่วงนี้ใกล้เวลาการเลือกตั้งใหญ่ 2569 เข้ามาแล้วนั้น นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า คุณพ่อก็ยังคงให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
ด้านนายวิญญัติ กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไปตรงกับช่วงเดือน พ.ค.นี้ ตนเชื่อว่ามันเป็นกรอบระยะเวลาที่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เมื่อคำนวณหรือนับแล้ว การคุมขังของท่านทักษิณ ชินวัตร จะครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค. และการคุมขังครบ 8 เดือน ก็จะอยู่ในเกณฑ์ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้วที่หากคุมขังมาแล้ว 2 ใน 3 และเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ดังนั้น 2 ใน 3 มีเกณฑ์อย่างไร ทางกรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำก็จะมีการสำรวจผู้ต้องขัง ซึ่งท่านทักษิณ ก็เป็น 1 ในจำนวนที่จะถูกสำรวจว่าเข้าเกณฑ์พักโทษ และเมื่อเป็นไปตามนี้ เรือนจำฯ ก็จะสอบถามผู้ต้องขังว่าอยากใช้สิทธิพักโทษหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากใช้สิทธิพักโทษ แต่ในกรณีของท่านทักษิณ เมื่อเรามีสิทธิที่จะใช้สิทธิพักโทษได้ เราก็ต้องแสดงความประสงค์ แสดงความจำนงในการพักโทษ และการพักโทษก็เป็นการปล่อยตัวคุมประพฤติ หมายความว่า การปล่อยตัวคุมประพฤติก็ต้องมีเงื่อนไขการปล่อยตัว เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในความอุปการะของผู้อุปการะ เช่น เป็นบ้านเรือนที่ใด ภูมิลำเนาที่ใด หากจะออกนอกพื้นที่ก็ต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เป็นต้น หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็เป็นได้
...
ฉะนั้น ตนจึงเชื่อว่ากรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่าจะมีการพักโทษท่านทักษิณในเดือน พ.ค. จริงหรือไม่ ตนก็เชื่อว่าน่าจะมี ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย และตนก็เชื่อว่าท่านควรได้รับสิทธินี้ ส่วนจะต้องมีการทำเรื่องขอพักโทษ หรือเรือนจำฯเป็นผู้ดำเนินการสำรวจนั้น ปกติแล้วเรือนจำฯ จะเป็นผู้สำรวจเพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องมีการถามไปยังผู้ต้องขัง และถ้าผู้ต้องขังแสดงความจำนงแล้ว ก็จึงจะมีการเอาคุณสมบัติเหล่านี้ของผู้ต้องขังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพักการลงโทษต่อไป ซึ่งกรณีคุมขังมาแล้ว 8 เดือนแล้วได้พักโทษ ก็จะต่างจากการคุมขังมาแล้ว 6 เดือนแล้วได้พักโทษ ตรงที่จะไม่ต้องมีการประเมินเรื่องของคะแนน หรือการประเมินการเจ็บป่วย การช่วยเหลือตัวเองว่าได้หรือไม่ได้ เพราะการคุมขังมาแล้ว 8 เดือนและได้พักโทษก็เป็นไปตามกฎหมาย และท่านทักษิณก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว มันก็ควรเป็นเช่นนั้น
นายวิญญัติ กล่าวว่า เป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ท่านไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร หรือไปบีบราชการให้สิทธิ์ท่าน ส่วนสถานที่คุมประพฤติ จะเป็นบ้านจันทร์สองหล้าดังเดิมหรือไม่นั้น กระบวนการนี้จะต้องดูว่าบุคคลใดจะเป็นผู้อุปการะ โดยถ้าหากผู้อุปการะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด สถานที่คุมประพฤติก็จะต้องเป็นที่แห่งนั้น ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงที่ท่านทักษิณไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สถานที่คุมความประพฤติก็เป็นบ้านของท่านในปัจจุบัน คาดว่าครั้งต่อไปคงจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีความสะดวก
ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงยังคงรอคอยการกลับมาของท่านทักษิณหลังทราบว่าจะได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้ เรื่องนี้ท่านทราบและท่านก็ดีใจ ก็เหมือนผู้ต้องขังทุกคนที่นั่งนับวันนับคืน แต่อย่างที่บอกว่ากำลังใจของท่านดี และยังมีกำลังใจจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยท่าน ไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้ติดตามข่าวสารของท่าน ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้ท่านอย่างมาก ท่านก็อยู่ได้และปรับตัวได้ สุขภาพก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ท่านก็รับทราบและได้ฝากแสดงความเสียใจมาด้วย
นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าคดีมาตรา 112 ที่ท่านทักษิณ ถูกอัยการสูงสุดคนปัจจุบันมีคำสั่งอุทธรณ์ให้ฟ้องนั้น หากย้อนไปช่วงก่อนปีใหม่ 2569 ราว 26 ธ.ค.68 ตนได้ยื่นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด และเชื่อว่าคงมีการมอบหมายอัยการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องเป็นคนตอบหนังสือของตน ซึ่งถ้าไม่มีการตอบ ตนก็คงยื่นทวงถามอีกครั้ง ซึ่งการยื่นที่ผ่านมานี้เรายื่นเพื่อขอความเป็นธรรม และมันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการใช้อำนาจด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล และมันก็เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว ดังนั้น การจะดำเนินการต่อไปนั้น แม้อัยการยื่นอุทธรณ์แล้ว และศาลมีหมายสำเนาอุทธรณ์มาให้ท่านทราบในเรือนจำฯ และตนก็อยู่ระหว่างการที่จะยกร่าง ประชุม เพื่อแก้อุทธรณ์ เราก็พยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา แต่ถ้าไม่ทันก็ขอขยายเวลาได้
ส่วนเรื่องที่ตนได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ตนก็อยากให้ท่านได้พิจารณาว่าการใช้อำนาจของท่านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตอนนั้นท่านก็เป็นรองอัยการสูงสุดและยังนั่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาคดีมาตรา 112 แสดงว่าเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายแต่งตั้งขึ้น ก็ต้องเคารพกติกาและมติในที่ประชุมหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างว่าไม่ได้ร่วมลงมติก็ตาม แต่ตนเชื่อว่าความเห็นของแต่ละคนที่ลงมติไว้ ตนจะขอคัดมาเพื่อนำเสนอต่อศาลให้ได้พิจารณาด้วย และตนจะขอใช้สิทธิทุกประการในการขอคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงการอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุดต่อคดีของนายทักษิณ ชินวัตร จะมีผลต่อการได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้หรือไม่ เพราะมีข้อกังวลว่าอาจมีการขออายัดตัวต่อเนื่องนั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าท่านทักษิณ ต่อสู้คดีนี้ตามข้อกล่าวหาและศาลก็ได้ยกฟ้องว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด ดังนั้น กลับกันหากท่านถูกพิพากษาว่ามีความผิด จะถูกโทษจำคุก อย่างไรก็ตามแล้วปล่อยชั่วคราว แบบนี้อาจจะมีการขออายัดหรือขอออกหมายขังต่อได้ ด้วยการอ้างว่าอาจมีเหตุเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็อาจมีหลักเกณฑ์ที่บางคนจะยกขึ้นมา แต่กรณีของท่านทักษิณ ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์เพราะศาลยกฟ้องไปแล้ว แม้มีการอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุดก็เป็นแค่กระบวนการอุทธรณ์ และท่านทักษิณก็ไม่ต้องถูกอายัดตัวหรือไปยื่นขอประกันตัวอีกแล้ว ตนเชื่อว่ากระบวนการนี้เป็นหมายของศาล หรือหมายเขียว ดังนั้น ถ้าไม่มีหมายเขียวจากศาล จะอายัดตัวท่านด้วยเรื่องอะไร สรุปว่า ตนเห็นว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพักโทษของท่าน