นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ขอโอกาสกลับมาทำงาน ชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. ใครไม่ทำงานไม่ต้องเลือก ก่อนเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ บวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางตรวจราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นประธานพิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึง นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ทุกเขตในจังหวัดสุพรรณบุรี ของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายประภัตร โพธสุธน, นายสรชัด สุจิตต์, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ, นายนพดล มาตรศรี และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม มาให้การต้อนรับ

นายอนุทิน เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ถึงสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราวโรงเรียนวัดบางสาม ตำบลบางตะเคียน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นตรวจราชการที่ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ตำบลบางเลน อำเภอสองพี่น้อง โดยมีชาวอำเภอสองพี่น้องมาให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เมื่อมีพี่น้องประชาชนมาขอความช่วยเหลือ และขอความอนุเคราะห์ในเรื่องเยียวยาน้ำท่วม ไฟทางถนน ขยายประตูระบายน้ำ และอื่นๆ แล้ว นายกรัฐมนตรีบอกกับพี่น้องประชาชนว่า บอกผ่านมาทางนายวราวุธ ได้เลย ถึงตนทุกเรื่อง

...


นายกรัฐมนตรีกล่าวทักทายกับชาวสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ว่า ขอบคุณที่มาต้อนรับในการตรวจดูสภาพปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสุพรรณบุรี เรื่องนี้เป็นปัญหาที่กวนใจตนมาตลอดนับตั้งแต่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เข้าใจปัญหาดีว่าจริงๆ แล้วอยู่ที่การตัดสินใจ และงานบริหารเรื่องงบประมาณ ถ้าบ้านน้ำท่วมเกิน 3 วัน รัฐต้องจ่ายค่าเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท เผลอๆ ค่าเยียวยาปีเดียวยังมากกว่าที่จะขยายประตูระบายน้ำ ขยายทางน้ำออก

แม้กระทั่งค่าซ่อมถนน และยกผักตบชวา เพิ่มไฟฟ้าแสงสว่าง ตนเข้ามา 3 ปี ที่กระทรวงมหาดไทยจ่ายค่าเยียวยาน้ำท่วมเป็นเดือนได้ 9,000 บาทจ่ายทุกปี ปีหนึ่งใช้งบประมาณตรงนี้ประมาณ 30,000 ล้านบาท และ 3 ปี เกือบแสนล้านบาท ยังไม่มีทางระบายน้ำสักเส้น ยังไม่มีการขยายทางระบายน้ำหรือเพิ่มประตูระบายน้ำ มีแต่ประชาชนได้ค่าเยียวยาที่ไม่คุ้มกับค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เราเข้าใจดี ทนแรงกดดันของพ่อแม่พี่น้องไม่ไหว แค่ สส.สุพรรณบุรี 5 คนมากดดัน ตนรู้ว่าไม่สามารถเลี่ยงอะไรได้นอกจากแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

ก่อนระบุต่อไปว่า ขอติดไว้ก่อนแล้วหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้กลับมา ตนจะกลับมาแล้วบอกว่า เหรอ ขอแค่นี้เองเหรอ ช่วงนี้รัฐบาลของตนกำลังจะสิ้นสุด ถ้าคิดว่าพวกเราทำงานได้ พ่อแม่พี่น้องให้ความไว้วางใจต่อไป ตนกลับมาได้ทำงานต่อหรือไม่ได้ทำงานต่ออยู่ที่ประชาชนทุกคนทั่วประเทศ เชื่อว่าถ้าได้กลับมามันจะต้องเกิดขึ้น เพราะพวกเราตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน


จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า งบประมาณเสียเป็นหมื่นล้านต่อปี ในใจก็ถามตัวเองว่าแล้วประเทศไทยได้อะไร ชาวบ้านได้ 9,000 บาทคุ้มหรือไม่ น้ำท่วม 4 เดือนได้ 9,000 บาท ไม่มีทางคุ้ม แต่งบประมาณก้อนใหญ่ไม่ได้ที่สุพรรณบุรีอย่างเดียว พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี เชียงใหม่ เชียงราย จนถึงภาคใต้ เพิ่งสรุปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปีหนึ่งประมาณ 30,000 ล้านบาท ไม่ไหวหรอก เราสามารถทำทางน้ำได้อีกมาก ด้วยแผนโครงการที่มีมาแล้ว งบประมาณเหล่านี้เป็นเงินของพ่อแม่พี่น้อง ไม่ใช่เงินทอน ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเก็บไว้เพื่อประโยชน์ของพวกเรา หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ถ้าพวกตนแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ในระยะยาว ตนก็จะได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องให้ทำงานอยู่ เป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เกิดประโยชน์ต่อประชาชน พ่อแม่พี่น้องอยู่สุขสบาย รัฐไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องจ่าย 9,000 บาท แต่ประชาชนก็ยังเป็นทุกข์อยู่ ที่นายก อบจ. เคยพูดว่าพี่น้องต้องซับน้ำตากัน เชื่อว่าถ้าตนมีโอกาส ขอเถอะ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ตนได้มีโอกาสทำงานให้กับประชาชนอีกครั้ง

“ผมจะไม่ซับน้ำตาพ่อแม่พี่น้อง ผมจะมาดูรอยยิ้มของพ่อแม่พี่น้อง จะได้ไม่ต้องมีทุกข์จากภัยธรรมชาติทุกปี ไม่มีใครทนได้ ทุกปีหน้าน้ำมาแล้ว 3 เดือน ต้องไปอยู่ชั้นสอง ต้องขนของขึ้นไป ทำมาหากินไม่ได้ ไร่นาถูกน้ำท่วม กราบขอบพระคุณสำหรับบ้านที่ยอมให้ที่นาที่ไร่ที่สวนเป็นที่พักน้ำ เราติดหนี้บุญคุณพวกท่านที่ยอมแบกเพื่อไม่ให้ส่วนรวมเกิดความเสียหาย วันนี้ผมมีโอกาสมาพบกับทุกคน ได้รับการต้อนรับอบอุ่นแบบนี้ ได้เห็นปัญหา ในหัวก็คิดอย่างเดียว”

นายอนุทิน เผยอีกว่า งบประมาณแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเทียบกับความสูญเสีย ความเสียหายของทุกคน ขอให้เป็นหน้าที่ของพวกตนไม่ต้องบอกจะให้ทำอย่างไร ในฐานะนายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องไปใช้สิทธิของท่านที่ท่านมีในฐานะเจ้าของประเทศ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คนที่ทำงานได้ก็เลือกไว้ ใครที่คิดว่าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือก ขอให้ใช้สิทธิเยอะๆ รักษาระบอบประชาธิปไตยให้พวกเราไว้ วันนี้ตนไม่ได้หาเสียง หาไม่ได้เพราะอยู่ในหน้าที่ราชการ แต่ขอพวกเรารักษาสิทธิในนามเจ้าของประเทศ อยากเลือกใครก็เลือก คนไหนที่คิดว่าทำงานให้อย่างเต็มที่ก็เลือกคนนั้น พรรคไหนที่เลือกมาแล้วไม่ได้เรื่องก็ไม่ต้องเลือก พรรคไหนทำให้ได้ก็ไปเลือกพรรคนั้น ตนเชื่อว่าถ้ามีโอกาสรับใช้ท่านในอนาคต พวกตนมาทำสิ่งนี้ บันดาลสิ่งเหล่านี้ด้วยหน้าที่ที่เรามีอยู่ด้วยความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศ


จากนั้น นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ดูเรื่องน้ำครั้งนี้ ว่า เป็นวันยุทธหัตถี ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเชิญให้มาร่วมงาน ตนเห็นว่ามาถึงจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งทีและพอมีเวลาจึงอยากจะดูปัญหาเรื่องน้ำ เพราะสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมทุกปี ผู้ว่าฯ ก็จัดให้ตนมาดูที่อำเภอสองพี่น้อง เป็นอำเภอที่อยู่ติดกับกรุงเทพฯ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยามากที่สุด ได้เห็นสภาพว่าจริงๆ แล้วมีวิธีการแก้ปัญหาในระยะยาวได้ บางทีด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่ทางการเมืองโครงการต่างๆ ที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชน ตนก็มาขอเรียนว่างบประมาณไม่ใช่ปัญหา หากไม่ให้งบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำเรื่องการขุดลอกการขยายช่องทางระบายน้ำ ประตูระบายน้ำก็ต้องมารบกวนงบกลางของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ เวลามีปัญหาเพราะน้ำท่วมเกิน 3 วัน ต้องจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท แต่ละปีใช้งบ 30,000 ล้านบาท เพื่อดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยทั่วประเทศ เราน่าจะทำอะไรที่แก้ไขปัญหาระยะยาวได้เยอะมากๆ ประชาชนไม่ได้อยากได้เงินเยียวยาหลังคาละ 9,000 บาท แลกกับบ้านที่ต้องประสบภัยน้ำท่วมปีละ 4 เดือน ให้ 90,000 บาท ก็ยังไม่คุ้ม ถ้าหากตนมีโอกาสเข้ามาทำงาน ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าปีที่ 3 เริ่มเห็นว่าการแก้ไขปัญหาในระยะยาวต้องทำอย่างไร เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยอย่างเดียวแก้เต็มรูปแบบไม่ได้ แต่พอมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะอยู่แค่ 2-3 เดือน แต่เราก็เห็นแล้วว่าเราเข้าใจปัญหาอยู่แล้วเป็นผู้บริหารงบประมาณในภาพรวม ตนก็มั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหาทั้งระบบได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเป็นประธานเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ประกอบพิธีบวงสรวง คล้องพวงมาลาที่พระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มอบพระมาลา พระแสงดาบ พระแสงทวน แก่นักแสดง และได้ร่วมรับชมการแสดงยุทธหัตถี เยี่ยมชมร้านค้าโอทอป ร้านธงฟ้า ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในช่วงค่ำวันเดียวกัน.