“ร.อ.ธรรมนัส” ลั่น กล้าธรรมปักหมุด สงขลาเขต 6 ชู “มังกร บารมี” คนรุ่นใหม่ ทำงานทันที พร้อมเปิดใจถึงน้องคนเก่า “ไม่ใช่ผมไม่เอาเขา แต่เขาไม่เอาผม” ซัด เอาอะไรมาวัดว่าเทา-ไม่เทา ท้าเช็กได้เลยทุกบัญชี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคกล้าธรรม เปิดเวทีปราศรัยใหญ่กลางพื้นที่ชายแดนใต้ ณ โรงเรียนปาดังติณสูลานนท์ ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เมื่อค่ำวันที่ 17 มกราคม 2569 ท่ามกลางประชาชนหลั่งไหลมาฟังปราศรัย โดยมีแกนนำพรรคและผู้สมัครขึ้นเวทีครบทีม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมปราศรัยช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ได้แก่ นายวงศ์วชิร ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 5 และนายบารมี ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 6 และยังมีอดีต สส.สงขลา ร่วมขึ้นเวที ได้แก่ นายเดชอิศว์ ขาวทอง (นายกชาย) และ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล รวมถึงผู้สมัครภาคใต้ของพรรคกล้าธรรมจากหลายจังหวัด อาทิ ผู้สมัครจากจังหวัดนราธิวาส และผู้สมัคร สส.สงขลาอีกหลายเขต มาร่วมให้กำลังใจ
...
น.ส.สุภาพร กล่าวบนเวทีถึงการทำงานตลอด 2 สมัยที่ผ่านมา ที่ทุ่มเททั้งในสภาและพื้นที่ เพื่อพัฒนาศักยภาพสตรีและชุมชนสงขลา โดยเฉพาะเขต 6 พร้อมยอมรับตรงไปตรงมาว่า ตัดสินใจหยุดบทบาททางการเมือง เพราะการเมืองที่บิดเบี้ยวและซับซ้อน ทำให้สิ่งที่ตั้งใจไม่เป็นไปตามหวัง ก่อนย้ำว่า การพัฒนาพื้นที่ชายแดน เศรษฐกิจด่าน โครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า น้ำ ถนน และแสงสว่าง ต้องมีผู้สานต่ออย่างจริงจัง ซึ่งเธอมั่นใจว่า นายบารมี ขาวทอง หรือ มังกร คือคนที่เหมาะสม ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และจิตสาธารณะตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมขอแรงสนับสนุนจากประชาชน ให้โอกาสคนรุ่นใหม่
ทางด้าน นายบารมี ปราศรัยว่า ตนเองจบนิติศาสตร์ เข้าใจว่ากฎหมายใดฉุดรั้งชีวิตประชาชน และพร้อมเข้าไปแก้ไขด้วยมือของตนเอง เส้นทางการทำงานตนเป็นทั้งผู้ช่วย สส. ที่ปรึกษารัฐมนตรี เติบโตมากับการเมืองภาคสนาม ไม่ใช่มีดีแค่นามสกุล ตนไม่แบ่งชนชั้น คนบ้านเราหากใครทำเพื่อพื้นที่ รักประชาชนที่นี่ คือคนของเราทั้งหมด วันนี้ความฝันของเขาอยู่ในมือพ่อแม่ แต่วันหน้าอนาคตประเทศจะอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ พร้อมเชิญชวนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน
ในส่วนของ นางนฤมล กล่าวย้ำว่า แม้พรรคกล้าธรรม จะลงสนามภายใต้ชื่อใหม่ แต่ไม่ใช่พรรคน้องใหม่ เพราะทีมงานทำงานการเมืองร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2561 และผ่านสนามเลือกตั้งปี 2562 มาด้วยกัน สิ่งที่ทำให้พรรคเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือ กล้าทำจริง กล้าชนปัญหา ไม่ยอมให้นายทุนเอาเปรียบเกษตรกร ตั้งแต่การคัดค้านการนำเข้าสินค้าเกษตรที่กระทบชาวบ้าน จนถึงการผลักดันแก้กฎหมาย ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และประกาศก้าวต่อไปคือการยกระดับเป็น “โฉนดครุฑแดง” พร้อมชูนโยบายแก้หนี้อย่างยั่งยืน ตั้ง “ธนาคารเพื่อประชาชน” ลดดอกเบี้ยแพงของธนาคารรัฐ และย้ำว่าแม้หลายพรรคจะพูดว่าจับมือกับคนนั้นไม่จับมือกับคนนี้ แต่สำหรับพรรคกล้าธรรม จะจับมือกับนายมังกร และประชาชน เพื่อพัฒนาเขต 6 อย่างเป็นรูปธรรม
จากนั้นถึงคิวปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า ขอประกาศปักหมุดเขต 6 ขอแรงสนับสนุนให้หลานมังกร เป็นตัวแทนคนสะเดา–คลองหอยโข่ง คนที่มีความผูกพันกับพื้นที่ และยกปัญหาจริงของด่านชายแดน เช่น ค่าล่วงเวลา 25 บาท จากกฎกระทรวงล้าสมัยตั้งแต่ปี 2530 กว่า ที่ควรถูกยกเลิกและจัดงบใหม่ ไม่ผลักภาระให้ประชาชน พร้อมชี้ชัดว่า โลกเปลี่ยน กฎหมายเก่าต้องแก้ ไม่ใช่ปล่อยให้คนเดือดร้อน
พร้อมกันนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังย้ำถึงการที่พรรคกล้าธรรมให้เกียรติพี่น้องชาวมุสลิมภาคใต้ โดยให้ความสำคัญกับตัวแทนมุสลิมทั้งในฐานะรัฐมนตรี และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อมากที่สุด พร้อมยืนยันความจริงใจ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปิดท้ายด้วยการปลุกพลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ เลือก “มังกร เบอร์ 6” เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดใจเล่าถึงนักการเมืองรุ่นน้องรายหนึ่งที่เคยอยู่เคียงข้างกันมา แต่วันนี้ย้ายไปอยู่กับคนอื่น และบอกคนในพื้นที่ว่าตนไม่เอาเขา “ผมยืนยันต่อหน้าไฟ ไม่ใช่ผมไม่เอาเขา แต่เป็นเขาที่ไม่เอาผม ที่ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะมีชาวบ้านถามผมมาเยอะว่าทำไมถึงไม่เอาเขา ที่ผ่านมา ผมเคยให้โอกาสอย่างเต็มที่ ทั้งผลักดันตำแหน่ง เป็นรองโฆษกรัฐบาล เป็นผู้ช่วย เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เพราะรักเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง การเมืองของผม ถ้ารักคือรักจริง ให้ใจก็ให้หมด แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเดินออกไป ทั้งที่ผมเพิ่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาผมในช่วงเช้า”
ขณะที่ในช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ตนเองเป็นคนบ้าทำงาน รักใครรักจริง ถ้าได้เกลียดแล้วอย่าคิดว่าจะรอด เกิดเป็นคนต้องชัดเจน มีพรรคบางพรรค คำก็เทา 2 คำก็เทา 3 คำก็เทา หลังจากนั้นเจ้าตัวพูดบางคำโดยไม่ส่งเสียงออกมา แต่เรียกเสียงเชียร์จากกองเชียร์ ก่อนจะกล่าวต่อไปอย่างมีอารมณ์ว่า “คุณเอาอะไรมาวัดว่าเทา-ไม่เทา ขอโทษเถอะครับ บัญชีธรรมนัส พรหมเผ่า ไปเช็กได้ทุกบัญชีเลย มีใครโอนเงินให้ผมนอกจากราชการ เงินเดือนๆ ละ 110,000 บาทบ้าง ไม่มี ที่ผ่านมาก็ใช้ของเก่าทั้งนั้น ทุกวันนี้ก็เกาะเมียกิน ภรรยาผมนางสาวไทยปี 2559” ก่อนจะจบการปราศรัยโดยฝากผู้สมัคร สส.สงขลา และพรรคกล้าธรรม ให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569