“อภิสิทธิ์” ช่วยลูกพรรคหาเสียงเช้าวันหยุด 3 เขต กทม. ย้ำจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ ชูธงการเมืองสุจริต เป็นความหวังของสังคมไทย แนะรัฐบาลใช้การทูตเชิงรุกกดดันกัมพูชาเติมทหารชายแดน
วันที่ 18 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมรณรงค์หาเสียงช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. รวม 3 เขตเลือกตั้ง ที่สวนหลวง ร.9 คือ นายกิตพล เชิดชูกิจกุล เขต 21 ครอบคลุมพื้นที่ เขตประเวศ-เขตสะพานสูง, นายปรินต์ ทองปุสสะ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 22 เขตสวนหลวง-เขตประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน) และ น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 23 เขตพระโขนง-เขตบางนา ตั้งแต่เวลา 06.30 - 09.00 น.
นายอภิสิทธิ์ และคณะเดินเท้าพบปะพี่น้องประชาชนกลุ่มคนรักสุขภาพ และมีการจัดรายการวิ่งเพื่อสุขภาพในสวนดังกล่าว โดยมีประชาชนผู้ที่มาออกกำลังกาย และนักวิ่งเข้ามาทักทายจับมือให้กำลังใจและขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก จากนั้นเดินเท้าแนะนำตัวผู้สมัครที่ตลาดอยู่สะอาด แขวงบางบอน เขตประเวศต่อ ซึ่งผู้มาจับจ่ายใช้สอยตลาดเช้าทักทายให้กำลังใจจำนวนมาก
...
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนที่อยากให้พรรคเข้ามาเป็นที่พึ่งและความหวังในการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทา ส่วนทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลนั้น หากประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคประชาธิปัตย์ เงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเข้าร่วมรัฐบาลคือ ความซื่อสัตย์สุจริตที่ตนเน้นย้ำมาตลอดว่า รัฐบาลต้องยึดหลักการปราบปรามคอร์รัปชันจริงจัง และต้องทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่ยอมให้ใครมาครอบงำ สำคัญที่สุดคือต้องเป็นรัฐบาลที่สร้างความสมานฉันท์ ไม่สร้างความแตกแยกในสังคม
เมื่อถามถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีรายงานการเพิ่มกำลังทหารฝ่ายกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เราต้องทำให้โลกเห็นว่าเราไม่มีเจตนารุกราน แต่เราต้องการความสงบ ขอเสนอทางออกเชิงบวกโดยเน้นการใช้การทูตเชิงรุกเป็นหัวใจสำคัญ รัฐบาลควรใช้เวทีระหว่างประเทศกดดันให้กัมพูชาหยุดเติมกำลังทหารและอาวุธหนัก เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วถูกละเมิดได้
ทางด้านคำถามว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือเหตุที่อาจเกิดการปะทะอีกครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันว่า การป้องกันตนเองเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว ตนพร้อมสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของกองทัพอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าอธิปไตยของชาติจะได้รับการปกป้อง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้สถานการณ์สงบลงในระยะยาว เพื่อให้พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่เพิ่งได้กลับเข้าบ้านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมั่นคง.