“สุดารัตน์” หาเสียงร้อยเอ็ด ประกาศแก้คอร์รัปชัน อาสาทวงคืนงบประมาณที่ถูกปล้นปีละ 500,000 ล้าน กลับสู่กระเป๋าคนไทย จี้นายกฯ สั่งห้ามบริษัทรับเหมาปมเครนถล่ม รับงานรัฐทุกกรณี
วันที่ 16 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พบปะพี่น้องประชาชนและขึ้นรถแห่ขอคะแนนเสียง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและอบอุ่น ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีการจัดเวทีปราศรัยรวม 4 เวที มีผู้สนใจเข้ารับฟังนโยบายอย่างเนืองแน่น
คุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัย ย้ำว่าคนไทยถูกปล้นเงินในกระเป๋าจากการคอร์รัปชันปีละกว่า 500,000 ล้าน นี่คือสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจทรุด ทำคนไทยยากจน ทั้งที่งบประมาณประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี จนสูงถึงเกือบ 4 ล้านล้านบาท แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น กลับเหนื่อยหนักกว่าเดิม เพราะงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ถูกโกง ถูกปล้นไปสร้างความมั่งคั่งให้กับนักการเมืองที่โคตรโกง แทนที่จะไปทำให้ประชาชนหายจน
“ดิฉันและพรรคไทยสร้างไทย ขออาสาไปทวงคืนเงิน 500,000 ล้านที่คนไทยถูกโกง กลับมาคืนใส่กระเป๋าคนไทยทุกคน ปราบโกงใครๆ ก็พูดได้ แม้แต่นักการเมืองที่โคตรโกง หรือบางคนยังไม่เคยบริหารประเทศ ก็ไม่รู้ว่าจะไม่โกงจริงหรือเปล่า คนที่จะปราบโกงได้สำเร็จ ต้องไม่โกง ดิฉันและทีมไทยสร้างไทย ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ดิฉันเคยบริหารกระทรวงสำคัญมาแล้ว 4 กระทรวง คุมงบประมาณแผ่นดินมากกว่าหนึ่งล้านล้านบาท โดยไม่มีการทุจริตสักบาทเดียว และต้องรู้วิธีป้องกันการโกง ดิฉันผ่านการบริหารงานยาก ๆ ในรัฐบาลมาแล้ว รู้กฎหมาย รู้วิธีจัดการข้าราชการและนักการเมืองขี้โกง โดยไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะพรรคไทยสร้างไทย ไม่ได้รับเงินจากนายทุนคนไหน ไม่ว่าทุนเทา ทุนดำ จึงกล้าฟันทุกคนที่โกงชาติ ที่สำคัญ ดิฉันมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ที่จะสร้างการเมืองสุจริต ปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยที่โปร่งใส ขจัดระบบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ในช่วงชีวิตของดิฉัน ไม่ต้องการให้มันเป็นมรดกบาปไปถึงลูกหลาน ที่เขาควรจะมีอนาคตที่ดีในประเทศนี้ ให้มันจบที่รุ่นแม่อย่างดิฉัน”
...
คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ย้ำถึงความตั้งใจของพรรคไทยสร้างไทย ที่จะอาสาเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ให้หายจน หมดหนี้ มีรายได้มั่นคง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนด้านต้นทุนการผลิต ราคาผลผลิต และปัญหาน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาสะสมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมาอย่างยาวนาน
ถ้าท่านยังไม่ตัดสินใจที่จะเลือกพรรคไหน โปรดพิจารณาพรรคไทยสร้างไทย คะแนนของท่านจะไม่สูญเปล่า ไม่ตกน้ำ แต่จะได้พรรคการเมืองและคนทำงานจริงจัง ที่ไม่โกง มีประสบการณ์ ไปดูแลเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของท่าน ไม่ให้ถูกโกง เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ท่านและลูกหลานไทย
คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวร้อยเอ็ด ให้สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทยทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายประทีป โสดา ผู้สมัครเขต 6 นายชัชวาล แพทยาไทย ผู้สมัครเขต 7 และนายนราเอก คำสนาม ผู้สมัครเขต 8 เพื่อเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่าผู้สมัครทุกคนเป็นคนทำงานจริง ใกล้ชิดพื้นที่ และเมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน
“สุดารัตน์” แฉบริษัทรับเหมาใหญ่ ทำคนไทยตายหลายเคสแล้ว
ขณะที่ก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์สะพานยกระดับบนถนนพระราม 2 จ.สมุทรสาคร ถล่ม และโครงการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า แม้ล่าสุดนายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งการให้ยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้รับจ้างที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงทั้ง 2 กรณีล่าสุดไปแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีต้องไม่หยุดเพียงแค่การสั่งการตามสถานการณ์ หรือทำหน้าที่เพียงกล่าวโทษหน่วยงานผู้รับผิดชอบเพียงอย่างเดียว นายกฯต้องแสดงความจริงจังด้วยการนั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ เพื่อเรียกบรรดารัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสั่งการด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการวางระบบลงโทษบริษัทผู้รับเหมาที่ขาดความรับผิดชอบจนสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้บริษัทที่เคยทำความผิดร้ายแรงเหล่านี้แฝงตัวกลับมารับงานหรือเข้าประมูลโครงการของราชการได้อีกในอนาคต
จากการตรวจสอบข้อมูลพบข้อน่าตกใจว่า แม้บริษัทกลุ่มที่มีปัญหาร้ายแรงเหล่านี้จะเคยสร้างโศกนาฏกรรมไว้ แต่ที่ผ่านมา กลับยังคงได้รับงานโครงการของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการที่เป็นอาคารสาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อสวัสดิภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล หรือสนามบิน ซึ่งหากอาคารเหล่านี้ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ย่อมหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้ บริษัทรับเหมากลุ่มเดียวกันนี้ มีความเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุร้ายแรงหลายแห่ง ตั้งแต่เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ที่มีคนเสียชีวิตเกือบหนึ่งร้อยคน ไปจนถึงเหตุการณ์โครงสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มที่มีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 30 คน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มทุนหน้าเดิมที่วนเวียนรับงานรัฐได้เสมอ แม้กรณีตึก สตง. จะผ่านมานานเกือบปีแล้ว แต่กลับพบความล่าช้าในการเสนอชื่อบริษัทเหล่านี้ส่งไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อทำแบล็กลิสต์อย่างเป็นทางการ
บี้ นายกฯ เลิก 2 สัญญาไม่พอ ต้องห้ามรับงานรัฐทุกกรณี
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ทั้งที่ตามกฎหมายมาตรา 109 ของระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างระบุชัดเจนว่า เมื่อหน่วยงานคู่สัญญารับทราบถึงความเสียหายที่เกิดจากผู้รับเหมา จะต้องรีบส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางดำเนินการแบล็กลิสต์หรือสั่งลดชั้นทันทีเพื่อตัดสิทธิ์การประมูลงาน แต่ที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจกลับละเลยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ จนทำให้เกิดคำถามถึงความบกพร่องของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จนถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป ไม่จัดการส่งชื่อผู้รับเหมาที่ทำงานชุ่ยเข้าบัญชีดำอย่างเป็นระบบ จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ดังนั้น แม้นายกฯจะเริ่มขยับสั่งฟันบริษัทในกรณีล่าสุดแล้ว แต่ต้องไม่หยุดแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเกียร์ว่าง ในภาพรวม นายกฯต้องสั่งตรวจสอบสัญญาโครงการมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทที่บริษัทกลุ่มนี้ถืออยู่อย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย และต้องลากตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียในอนาคตอีกต่อไป