กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย ตือนพรรคการเมือง-ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. อย่าหาเสียงผิดกฎหมาย หลังพบการร้องเรียนในลักษณะใส่ร้าย-ข่มขู่ อื้อ


วันที่ 16 ม.ค. เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงกรณีมีทนายความไปยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกรณีรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง-ประชามติ ซ้ำซ้อน ว่า เห็นตามข่าวแล้วว่ามีการไปฟ้องที่ศาลปกครอง และประชาชนได้มายื่นที่สำนักงานฯแล้วนั้น ซึ่งรูปแบบการจัดหน่วยออกเสียงประชามติในส่วนของสำนักงานฯก่อนที่จะออกแบบหน่วยก็ได้คำนึงถึงหลักกฎหมาย และเจตจำนงในการออกเสียงของประชาชน หลักการแรก เราคำนึงคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียงว่า เขาจะลงคะแนนหมายเลขอะไร หรือถ้าประชามติก็คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นไปตามเสียงของประชาชน หลักการที่ 2 คือ การอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่ 3 การบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย นั่นคือสิ่งที่เราได้คำนึงถึงในการออกแบบหน่วยทุกแบบไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่มายื่นที่ศาลปกครอง หรือมายื่นที่สำนักงานฯ ซึ่งเราพิจารณาทุกรูปแบบมาแล้วสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่าง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกันทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกัน คิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วยืนยันตามนี้

มั่นใจชาวบ้านไม่สับสน

 นายณรงค์ ยืนยันว่าการออกแบบหน่วยได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบแต่สุดท้ายเราก็เลือกตามแบบที่เผยแพร่ คือ จัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน ประเด็นคือรับบัตรเลือก สส. เมื่อเลือก สส. เสร็จเดินไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และอีกประเด็นกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียวเราจะมีช่องทางในการให้ทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ. โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่า ไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

...

ยอมรับเลือกตั้งแข่งขันสูง 

ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ว่า กกต. และสำนักงาน กกต.จะต้องดูบริบทของสังคม โดยครั้งนี้ ประธานกกต. กล่าวว่า ตนมองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครมีจำนวนมาก โดยทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางนี้อยากสื่อไปถึงพรรคการเมือง ว่าในการหาเสียงขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้าย และการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต. กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ กกต. ก็ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน งบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

มอบผู้ตรวจการเลือกตั้งติดตาม

เมื่อถามว่าในขณะนี้มีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เมื่อวานตนได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้นโยบายไว้ว่า ต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. อยู่แล้ว ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่


เตือนสื่อ ระมัดระวังละเมิดสิทธิ

นอกจากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนและบรรยากาศการใช้สิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพแต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ กฎหมายประชามติให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

คาดรู้ผลเลือกตั้งไม่เกิน 23.00 น.

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของ กกต. มี 4 หลัก 1. ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3. หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และ กกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้ง สส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น. จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้น และผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์